พาเที่ยวดอย นอนเต้นท์ ชมวิวดอยหลวงเชียงดาว ชมทะเลหมอก ณ.บ้านสันป่าเกี๊ยะ ดอยแม่ตะมาน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆตอนนี้ต้นธันวาคมก็เริ่มหนาวกันบ้างแล้ว ปีนี้หนาวช้าจริงๆ เพราะทุกๆปีช่วงนี้จะต้องหนาวมากแล้ว แต่ในปีนี้ขนาดที่เชียงใหม่ยังแอบร้อนอยู่เลยครับ วันนี้แอดมินจะพาไปเที่ยวนอนเต้นท์ชมวิวดอยหลวงเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่กันนะครับ แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าจริงๆแล้วทริปนี้เป็นทริปที่ไม่ได้ตั้งใจจะไปที่นี่ครับ เพราะทริปนี้เป็นทริปขี่รถไปบริจาคของให้เด็กๆที่ห่างไกลกับทีมงาน ร้าน Burning เชียงใหม่ แต่ทำไมถึงไปโผล่กันที่นั่นได้ไงลองติดตามไปเรื่อยๆนะครับ

จุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากการได้รับข้อความจาก ทีมงานร้าน Burning ชวนผมมาตอนผมไปงาน Motor Expo 2017 ว่าทางร้าน Burning จะไปบริจาคของให้เด็กๆที่ห่างไกล โดยใช้วิธีแบกของบริจาคเดินทางไปด้วยมอเตอร์ไซค์เข้าไปบริจาคของให้เด็กๆ งานนี้ต้องบอกเลยครับว่าแค่ได้ยินเท่านั้น ใจผมก็พร้อมเดินทางแล้วครับ ซึ่งหลังจากกลับมาจากงาน Motor Expo 2017 ก็เลยจัดแจงหาซื้อขนม ยัดลงในกระเป๋า OGNS ที่ได้รับมารีวิวก็เลยถือโอกาสเอาไปลุยงานนี้เลย กล้อง เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ขนมแจกเด็กๆยัดลงได้ ได้ใจมากๆสำหรับกระเป๋าใบนี้

ผมเดินทางด้วยรถคู่ใจ GPX Legend 150s ที่ไปเปลี่ยนยางมาแล้วพร้อมลุย แถมยัดออยคูลเลอร์เพิ่มเข้ามาเพื่อการเดินทางไกลๆและโหดๆ เมื่อไปเจอกับทางกลุ่มที่จะไปกันซึ่งก็มีแค่ 5 คันเท่านั้นสำหรับทริปนี้ ต้องบอกเลยว่าเหมือนโดนหลอกมาเชือดยังไงไม่รู้ เพราะรถแต่ละคันมาแบบวิบากจ๋าเลย มีแต่รถผมคันเดียวที่มาในแนววินเทจ เอาว่ะ!! เป็นไงเป็นกันงานนี้

จากที่ฟัง บอล Burning บอกถึง เส้นทางที่เดินทางไปยังปางช้างแม่ตะมาน เข้าไปยังบ้านป่าข้าวหลาม ไปเมืองคอง ต่อไปยังเวียงแหง และทะลุไปนอนปาย ผมต้องยอมรับเลยว่าเส้นนี้ไม่เคยวิ่งเลย เริ่มเดินทางไปช่วงแรกๆก็ยังถือว่าทางสบายแต่เมื่อเลยปางช้างแม่ตะมานไปได้สักพัก นี่มันเล่นเอาผมแทบจุก ด้วยเส้นทางที่ทั้งหลุมมากมาย ทั้งโดด ทั้งลุยน้ำ งานนี้เล่นเอาใช้งานช่วงล่างของ Legend 150s ไปเกิน 100% แน่นอน

จุดแรกที่พวกเราแวะแจกของให้เด็กๆคือ หมู่บ้านป่าข้าวหลาม ซึ่งเมื่อไปถึงก็ไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ให้เด็กๆมารับของกัน งานนี้ความรู้สึกที่ได้ค่อนข้างต่างกับการที่ไปบริจาคให้แบบมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า งานนี้มันเหมือนการเข้าไปทำเซอร์ไฟรส์เด็กๆ มันมีความสุขมากๆครับ

ตอนนี้รถพวกเรามี CRF คันหนึ่งมีปัญหาคือไฟไม่ชาร์จเข้าหม้อแบตเตอรี่ เลยทำให้ต้องได้ขอชาร์ตไฟกับชาวบ้านและออกเดินทางต่อไปยังบ้านเมืองคอง เพื่อหวังว่าจะมีร้านซ่อมรถในการรื้อซ่อมเพื่อเดินทางต่อครับ

เส้นทางการเดินทางก็ไม่ต่างกัน ไม่อยากคิดถึงช่วงฤดูฝนเลยผมว่าคงลำบากสุดๆแน่นอนสำหรับทางเส้นนี้

เมื่อมาถึง บ้านเมืองคอง ก็ต้องได้ไปยังร้านซ่อมรถของชาวบ้าน ซึ่งเมื่อได้ทำการไล่เช็คดูแล้วปรากฏว่าเป็นที่ระบบไฟ มัดข้าวต้ม เสีย จากที่จะต้องเดินทางเข้าไปเวียงแหงแล้วค่อยลัดเข้าสู่ปาย จึงต้องเปลี่ยนแผนเดินทางไปยัง อ.เชียงดาวแทนเพื่อไปหาอะไหล่ แต่ปรากฏว่าเมื่อมาถึง อ.เชียงดาว ไม่มีอะไหล่ครับ ทางร้าน Burning จึงต้องเดินทางกลับเชียงใหม่ แต่อารมณ์ของผมและเพื่อนอีกคนยังไม่จบไหนๆก็มาอยู่ถึงเชียงดาวแล้ว ก็ต้องหาที่ไปต่อครับไหนๆก็ไหนๆแล้ว

จึงมานั่งคิดว่าจะไปที่ไหนดี สุดท้ายก็มาจบที่คำว่า “บ้านสันป่าเกี๊ยะ” ซึ่งอยู่ที่ ดอยแม่ตะมาน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งจุดที่น่าสนใจเลยก็คือ สถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ เพราะมีที่พักและมี “ดอกพญาเสือโคร่ง” หรือดอกซากุระเมืองไทย คนเลยนิยมมาที่นี่กันมาก อีกอย่างที่ สถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ เป็นจุดชมวิวดอยหลวงเชียงดาวที่สวยงามที่หนึ่งครับ ไม่รอช้าบ่ายแก่ๆแล้วต้องรีบเดินทางครับ

จาก อ.เชียงดาว เข้าไปยังบ้านสันป่าเกี๊ยะ ไม่ไกลนะครับดูจาก Google Map แค่ราวๆ 20 กว่ากิโล แต่เห็นใช้เวลาชั่วโมงกว่า คิดว่าเส้นทางน่าจะไม่ธรรมดาแน่นอน ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เส้นทางเป็นทางดิน ขนาดว่าตอนที่ผมไปได้รับการปรับให้เรียบขึ้นมาแล้วนะครับ ยังเดินทางลำบากพอสมควรเลย หากในช่วงหน้าฝนก็ไม่ต้องพูดถึงครับ

เมื่อเราไปถึงทางแยกที่ตรงไปจะไปยังสถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ หากเลี้ยวขวาไปยังโรงเรียนสันป่าเกี๊ยะ ผมก็ต้องตรงไปก่อนสิครับ เพราะเป้าหมายของผมคือ สถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ ขี่รถไปอีกไม่กี่กิโลก็ถึงสถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ ซึ่งผมต้องขอบอกเลยว่าวันนี้วันเสาร์ คนนี่แม่เจ้า…ที่กางเต็นท์ยังไม่มีเลยครับ แน่นอนว่าหากเจอสภาพแบบนี้ผมจึงขอบายดีกว่า จากการได้สอบถามชาวบ้านได้คำตอบว่า หากไปทางหมู่บ้านจะมีจุดชมวิวและลานกางเต้นท์ของหมู่บ้านสันป่าเกี๊ยะไม่รอช้าครับรีบย้อนกลับออกไปแล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านทันที

เมื่อมาถึงลานกางเต้นท์ของหมู่บ้านสันป่าเกี๊ยะ ก็ได้สอบถามไปยัง “พ่อหลวง” (ผู้ใหญ่บ้าน) ว่ามีการเก็บค่าธรรมเนียมเท่าไหร่? ก็ได้คำตอบว่า “คนละ 100 บาท” และสิ่งที่ทำให้พวกผมไม่รีรอที่จะพักที่นี่ก็เพราะ “ค่าใช้จ่ายนี้จะนำไปพัฒนาหมู่บ้าน ถนน ฯลฯ” ซึ่งคิดว่าเป็นการได้ช่วยเหลือชาวบ้านไปในตัวครับ โดยที่นี่จะเป็นลานไม่กว้างมากนัก แต่ที่ชอบเลยก็คือคนน้อยมาก ผมนับๆดูแล้วมีแค่ราวๆ 10 เต้นท์ที่มาพักที่นี่ ต่างจากที่ สถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ ตอนไปดูมาผมว่าคงมีกว่า 50 เต้นท์เลยครับ

บรรยากาศที่นี่เย็นสบายมากๆ ยิ่งดึกยิ่งเย็น วิวดีมากๆเห็นดอยหลวงเชียงดาวอย่างชัดเจน ผมว่าผมรู้สึกฟินมากๆ และที่นี่เองอยากจะขอแนะนำเพื่อนๆมาพักนะครับ เพราะว่าตรงจุดชมวิวและจุดกางเต้นท์ของบ้านสันป่าเกี๊ยะในตอนเย็นจะเห็นวิวพระอาทิตย์ตกดิน ส่วนในตอนเช้าจะได้เห็นวิวทะเลหมอก แถมไม่พอเช้าๆก็จะมีชาวบ้านเอาส้มเขียวหวานที่ปลูกที่นี่มาขายด้วย ซึ่งผมว่ามันได้บรรยากาศการมานอนแค้มปิ้งจริงๆครับ

และจากการได้นั่งพูดคุยกับชาวบ้าน ช่วงปลายๆธันวาคมถึงมกราคม ที่นี่ทะเลหมอกจะสวยงามมากๆ แทบจะมาอยู่ที่จุดที่พวกเราอยู่เลย ซึ่งผมก็ได้ขอรูปของปีก่อนมาจากการถ่ายด้วยมือถือของชาวบ้านมาให้เพื่อนๆได้ดูกันครับ ว่าหากเราอยู่ที่นี่ในวันนั้นมันจะโครตฟินขนาดไหน แถมช่วงปลายธันวาคมก็สามารถไปชม ดอกซากุระเมืองไทย ได้ที่สถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะอีกด้วย

ภาพช่วงปลายเดือนธันวาปี 59 จากชาวบ้าน

ซึ่งผมก็มีแปลนที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปท่องเที่ยวถ่ายรูป ดอกพญาเสือโคร่ง หรือ ดอกซากุระเมืองไทย ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้เช่นกัน ไว้ได้ไปที่ไหนจะมาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังกันนะครับ หนาวนี้มีโอกาสลองขึ้นมาเที่ยวกันนะครับ แล้วคุณอาจจะติดใจการท่องเที่ยวแบบผมครับ VRthairider.com เพราะชีวิต…คือการเดินทาง

 

Comments

comments