สงครามรถเครื่องชิงแชมป์โลก อุตสาหกรรมในญี่ปุ่นเจ๊งกันระเนระนาด EP.2

ชักเริ่มสนุกขึ้นมาแล้วสิ งั้นมาอ่านกันต่อจาก EP.1 กันเลยนะครับ

อุตสาหกรรมในญี่ปุ่นเจ๊งกันระเนระนาด สินค้าเหลือบานเบอะ เพราะไอ้กันลูกค้ารายใหญ่เผ่นแน่บกลับบ้านไปเรียบร้อย

เศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ทำท่าว่าจะโงหัวขึ้นมาได้ โดนเตะพับในร่วงลงไปอีกครั้งโดยเฉพาะ #อุตสาหกรรมการผลิตรถเครื่อง โดนหนักกว่าเพื่อน จากที่มีอยู่นับร้อยยี่ห้อมีผู้ค้ารถเครื่อง”สายแข็ง” #ที่อยู่รอดมาได้สี่รายใหญ่ๆ ได้แก่ ฮอนด้า,ยามาฮ่า,ซูซูกิและคาวาซากิ ที่เหลือก็เป็นประเภทไอ้จุกไอ้จ้อยไม่มีพิษสงอะไร

แม้จะรอดมาได้ แต่ก็รอดมาแบบปางตายทีเดียว เมื่อระบบการขนส่งดีขึ้น ตลาดรถจักรยานยนต์ ก็เริ่มหดตัวลง ตามทฤษฎีตลาดรถเครื่องในญี่ปุ่น ก็เริ่มอิ่มตัว สภาวะที่เกิดขึ้นทำให้อุตสาหกรรมรถเครื่องในประเทศญี่ปุ่น เหลือทางเลือกเพียงทางเดียวนั่นคือ #ต้องขยายตลาดออกไปต่างประเทศ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องหมูๆเพราะตลาดรถเครื่องในยุคนั้น ตลาดหลักก็อยู่ในซีกโลกตะวันตก ซึ่งเป็นต้นแบบของการผลิตรถเครื่องขายมาช้านาน ชื่อเสียงของรถเครื่องฝรั่งนั้นทั้งไทรอัมพ์,ดูคาติ,บีเอ็มดับบลิว,ฮาร์เล่ย์-เดวิดสันฯนั้นดังกระฉ่อนโลก เมื่อเปรียบเทียบกับฮอนด้า,ยามาฮ่า,ซูซูกิและคาวาซากิ ซึ่งเปรียบเสมือนเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดินในอุตสาหกรรมรถเครื่อง ที่กำลังริจะแข่งกับนักวิ่งร้อยเมตรระดับโลกทีเดียว วิธีที่จะสร้างชื่อเสียงให้รถเครื่องของญี่ปุ่นขึ้นมาเท่ากับหรือเหนือกว่ารถเครื่องฝรั่ง #ก็เหลืออยู่ทางเดียว นั่นคือการพิสูจน์สมรรถนะกันในสนามแข่งระดับโลก

ในยุคนั้นก็คือเกาะ แมน(ISLE OF MAN)ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสนามที่ผู้ผลิตรถเครื่องจากทั่วโลกมาพิสูจน์สมรรถนะกันทีนี่
ยกแรกของอุตสาหกรรมรถเครื่องญี่ปุ่น ในการเดินทางไปทำการแข่งขันระดับโลกนั้น ถูกฝรั่งตาน้ำข้าวหัวเราะเยาะเย้ยหยัน ไปทั่วโลกญี่ปุ่น แพ้อย่างยับเยินในการแข่งขัน

#แต่สันดานคนญี่ปุ่นนั้น…”แพ้ได้แต่ไม่เคยยอมแพ้”

อุตสาหากรรมรถเครื่องของญี่ปุ่น เก็บเกี่ยวประสบการณ์ จากสนามแข่งกลับมาบ้าน พร้อมกับเริ่มพัฒนารถเครื่องของตนอย่างบ้าคลั่ง

เพียงไม่กี่ปี ต่อมาอุตสาหกรรมรถเครื่องของญี่ปุ่น ก็ทำให้คนทั้งโลกช็อค เมื่อประสบชัยชนะในการแข่งขันที่เกาะ แมน #ลบคำปรามาสของฝรั่งตาน้ำข้าวได้อย่างสิ้นเชิง

หลังจากนั้นอุตสาหกรรมรถเครื่องของญี่ปุ่นก็เริ่มเดินทัพลุยตลาดรถเครื่องไปทั่วโลก

โลกเสรีของไอ้กันกำลังถูกสั่นคลอนด้วยกองทัพรถเครื่องของญี่ปุ่น แม้การตอบโต้ไม่สามารถทำได้ ด้วยการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น ซีกโลกตะวันตกทำได้เพียงเร่งออกกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อกำหนดสเป็คให้โหดสุดๆ สำหรับยานพาหนะที่จะนำเข้ามาจำหน่าย ตั้งแต่เรื่องระบบความปลอดภัย,ระบบส่องสว่างและหมูหมากาไก่กะหล่ำปลีจิปาถะ ที่จะนึกขึ้นมาได้ เพื่อยับยั้งและชะลอการบุกเข้าโจมตีของอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นให้เข้าได้น้อยที่สุด และยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด เท่าที่จะทำได้ ที่แสบสุดคือ กฎหมายมัสกี้(MUSKY LAW) ที่อ้างว่า…จากการที่อเมริกาประสบปัญหาหมอกควัน(SMOK)ตามเมืองใหญ่ของอเมริกา และผลจากการศึกษา ปรากฏว่า หมอกควันเหล่านี้เกิดจากไนโตรเจน ออกไซด์และไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีส่วนหนึ่ง #มาจากการปล่อยไอเสียของยานยนต์

เพราะฉะนั้นจึงออกกฎหมายให้ยานพาหนะ ที่ขายในอเมริกาจะต้องลดปริมาณสารทั้งสองตัวลงจาก 10 ส่วนเดิม ให้เหลือเพียง 1 ส่วนเท่านั้น นั่นก็เป็นแค่เพียงการเตะสกัด เพื่อซื้อเวลาให้การโจมตียืดเยื้อออกไปโลกตะวันตก เตรียมตอบโต้ ด้วยการยกพลอุตสาหกรรมยานยนต์ บุกเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นที่กำลังโตวันโตคืนเช่นกัน

ที่สำคัญในญี่ปุ่นนั้นลำพังคิดเรื่องพัฒนาสินค้ายานยนต์ให้มีคุณภาพทัดเทียมหรือเหนือกว่าโลกตะวันตก ก็คิดกันจนหัวหงอกหัวล้านกันไปทั้งบริษัทแล้ว ไม่มีเวลามาคิดเรื่องกฎหมายหยุมหยิม ประเภทนี้ญี่ปุ่นเองก็รู้ว่า จะถูกโจมตีจากอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกตะวันตก โดยเฉพาะไอ้กัน โจทก์เก่ายักษ์ใหญ่ ไอ้กันเตรียมยกพลถล่มแดนปลาดิบให้ราบคาบ ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนาน และเทคโนโลยีที่เหนือกว่า ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ในขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่งจะเริ่มนับหนึ่ง สอง สามเท่านั้น

ในยุคนั้นหรือกระทรวงพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น(MITI) (ญี่ปุ่นรวมสองกระทรวงเข้าไว้ด้วยกัน) มองเห็นความชิบหายวายวอดที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการโจมตีอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกตะวันตก ที่กำลังเตรียมการเคลื่อนรี้พลเข้ามาถล่มแดนปลาดิบของตัวเอง
เช่นกัน…ญี่ปุ่นไม่มีปัญญาออกกฎหมาย ห้ามไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์จากตะวันตก เข้ามาขายในญี่ปุ่นได้ รัฐบาลปลาดิบขณะนั้น ทำได้เพียง เซ็ทแผนตั้งรับ ด้วยการเตรียมออกกฎหมายที่มาจากแนวคิด ที่แบ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถมหาชน (ก็ทำนองว่าผลิตเพื่อขายในประเทศและส่งออกน่ะแหล่ะ) หวยออกที่โตโยต้ากับนิสสัน

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถประเภทจำเพาะ(แนวรถบรรทุก)หวยออกที่พรินส์,ฮีโน่,อีซูซุ

กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถเล็กได้แก่มิตซูบิชิ,ฟูจิเฮฟวี่อินดัสตรี้และไดฮัทสุ

อธิบายเป็นภาษาคนง่ายๆคือ…ญี่ปุ่นเตรียมแผนสู้ศึกโดยกำหนดให้มีตัวยืน ที่จะแลกหมัดกับ รถจากโลกตะวันตก เพียงสองยี่ห้อเท่านั้น คือ โตโยต้ากับนิสสันโดยมีรางวัลตอบแทน คือ

ในญี่ปุ่นจะมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์นั่งเพียงสองรายเท่านั้น ที่จะสวาปามตลาดทั้งเมืองปลาดิบ พร้อมอาวุธติดมืออย่างครบถ้วน ในในการทำสงครามยานยนต์ กับโลกตะวันตกครั้งนี้

ส่วนอีกสองกลุ่มที่เหลือ รัฐบาลปลาดิบก็จะคอยประคองให้รักษาตลาดภายในประเทศไว้ให้ได้ ก็คือส่งเสริมให้ทำรถขายในประเทศนั่นเอง ทุกอย่างดูเหมือนจะง่ายและลงตัวที่สุดสำหรับญี่ปุ่น ในการเข้าทำสงครามยานยนต์ครั้งนี้ เว้นเสียแต่ว่ากระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ลืมไปว่า…ญี่ปุ่นยังมีมนุษย์ประหลาดอยู่อีกคนหนึ่ง “โซอิชิโร ฮอนด้า!!!”
โชอิชิโร ฮอนด้า คือไคร … #ไว้ติดตามในตอนต่อไปครับ

Prateep P. Parisutsoontron

Comments

comments