ขี่มอเตอร์ไซค์เข้าป่า กับทริปบริจาคหลอดไฟ LED ณ.โรงเรียนบ้านจอซิเดอเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน

สวัสดีครับเพื่อนๆวันนี้ผมจะมาชวนเพื่อนๆขี่มอไซค์ซ้อนท้ายพวกผมเข้าป่ากัน แต่ไม่ใช่พาไปเอ็นดูโร่จ๋านะครับ แต่ทริปนี้เป็นทริปที่พวกผมขี่มอไซค์เข้าป่าเพื่อไปบริจาคของกัน ซึ่งโดยปกติกลุ่มผมก็จะไปบริจาคของให้เด็กๆผู้ยากไร้ในพื้นที่ห่างไกลอยู่ทุกๆปีครับในชื่อโครงการ “ชาวมอไซค์แบ่งปันน้ำใจให้น้อง” แต่ในปีนี้ได้มีการขอความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษมาจากครูดอยในเขต จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อไปบริจาคของที่ โรงเรียนบ้านจอซิเดอเหนือ ซึ่งจะว่าไปหมู่บ้านนี้ผมก็เล็งๆจะไปอยู่นานแล้ว เพราะเคยได้ยินมาว่าที่นี่คือหมู่บ้านที่ทุรกันดารมากที่สุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั่นเอง


โดยทริปเฉพาะกิจนี้พวกเราได้เตรียมเป็นชุดหลอดไฟ LED เข้าไปมอบให้กับทางโรงเรียน เพราะจากที่ผมได้เดินทางไปโรงเรียนที่กันดารมากๆหลายๆแห่งมีการใช้งานไฟฟ้าจากพลังงานโซล่าเซลล์ซึ่งหากใช้เป็นหลอดไฟธรรมดาทั่วไปก็จะใช้งานพลังงานไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้ไม่นาน ซึ่งหากเปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED ก็จะทำให้ประหยัดไฟฟ้ามากกว่าครึ่งทำให้สามารถนำไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้มากขึ้นนั่นเอง

การเดินทางช่วงแรกจาก เชียงใหม่ – อำเภอฮอด – อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน กับระยะทางราวๆ 200 กิโลเมตร ซึ่งผมต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืดเพราะต้องไปถึงอำเภอแม่สะเรียงก่อน 9 โมงเช้า เลยเลือกออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด ในช่วงนี้เป็นฤดูร้อนแต่สิ่งที่ผมได้เจอก่อนเข้าเขต อำเภอแม่สะเรียง ก็คืออากาศที่เย็นและมีหมอกหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง ซึ่งไม่คิดว่าจะได้เจอในช่วงนี้เลย ทำให้การเดินทางเย็นสบายเลยครับ

ก่อนถึงแม่สะเรียงก็จอดแวะพักรายทางไปเรื่อยๆ จุดที่แวะประจำก็ “สวนสนบ่อแก้ว” ที่ใครๆขี่รถมาเส้นนี้ส่วนมากก็จะแวะถ่ายรูปกันที่นี่ครับ

เมื่อถึงอำเภอแม่สะเรียงก็ต้องหาข้าวเช้าทาน ซึ่งมีร้านหนึ่งที่ผมอยากแนะนำเลย เป็นร้านประจำที่ผมแวะตลอดที่มาอำเภอแม่สะเรียง ก็คือ “ร้านเพ็ญหมูทุบ แม่สะเรียง” ซึ่งเป็นร้านอาหารพื้นเมืองที่ใครๆก็ต้องแวะ เพราะเปิดมาแล้วกว่า 20 ปี แน่นอนว่าไส้อั่วบนเตาถ่านร้อนๆก็หอมได้ใจ แต่ที่เด็ด อร่อยติดปากพวกผมก็คือ เนื้อทุบ ที่กินกับน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรของร้านที่อร่อยไม่เหมือนใครจริงๆ หากเพื่อนๆได้ผ่านมาทางอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วก็อย่าลืมแวะมาชิม หมูทุบ-เนื้อทุบ ที่ร้านเพ็ญหมูทุบนะครับ

หลังจากวิ่งทางดำมาเกือบ 200 กิโลเมตร หลังจากนี้จะเริ่มเขาสู่การขี่รถในเส้นทางบนเขาและเริ่มเข้าสู่ทางป่ากันแล้ว ซึ่งเป็นระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร โดยทางครูที่นำทางพวกผมบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนทางแห้งเดินทางสบาย วันนี้น่าจะใช้เวลาราวๆ 4 ชั่วโมงในการเดินทางเข้าไปยังโรงเรียนบ้านจอซิเดอครับ

โชคดีที่เส้นทางเข้าไปหลายสิบกิโลกำลังอยู่ในขั้นตอนการราดยางมะตอย ซึ่งอนาคตเส้นทางไปยังจอซิเดอก็จะสะดวกขึ้นหลายสิบกิโลครับ แต่ต้องบอกเลยว่าเส้นทางนี้อย่าหวังว่าจะมีคลื่นโทรศัพท์ครับ แนะนำเลยว่าหากใครจะไปจอซิเดอ ร่ำลาแฟนหรือคนทางบ้านตั้งแต่ที่ตัวอำเภอแม่สะเรียงไว้ล่วงหน้าเลยครับ

ระหว่างทางเข้ามาเจอด่านตรวจบังเอิญไปเห็นป้ายนี้ ก็ทำให้คิดถึงข่าวเสือดำเลยครับ เลยขอเก็บภาพมาสักหน่อย

วิ่งมาได้สักพักรถของครูที่เป็นคนนำทางของเราเสียครับ มีอาการไฟไม่จ่ายมายังหัวเทียน งานนี้ก็ต้องจอดไว้ข้างทางแล้วนั่งไปกับรถกระบะที่ใส่ของบริจาคแทน ซึ่งหลังจากนี้พวกผมก็ต้องเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เข้ากันไปเองครับ

เมื่อสิ้นสุดการทำถนนก็เริ่มเข้าสู่ทางดิน ซึ่งในช่วงนี้เป็นฤดูร้อน ต้องบอกเลยว่าถนนที่เข้าไปยังจอซิเดอ จะเจอฝุ่นเป็นส่วนมาก บางจุดฝุ่นหนาเป็นคืบๆ ช่วงแรกยังเปรี้ยวแอบซัดเล่นบนทางฝุ่นบ้าง อาจจะประมาทไปหน่อยเข้าผิดไลน์จนลงไปนอนกลิ้งกับฝุ่นเลยสิครับ หลังจากนั้นก็ค่อยๆขี่ให้ระมัดระวังขึ้นครับ ทางฝุ่นประมาทไม่ได้ครับบางทีก็ลื่นอย่าบอกใครเหมือนกัน

สำหรับทางดินที่จะเข้าไปยังจอซิเดอนั้นจะมีระยะทางจริงๆราวๆ 40 กิโลเมตรครับ ซึ่งดูได้จากป้ายบอกทางที่บ้านโพซอครับ ซึ่งหลังจากตรงนี้ไปต้องบอกเลยว่าฝุ่นสุดๆครับเพราะเป็นช่วงฤดูร้อนแล้ว แต่หากเป็นช่วงหน้าฝนคงจะลื่นน่าดูเลยครับ ใครที่จะไปบ้านจอซิเดอนะครับแนะนำหาผ้าปิดหน้ามาด้วยจะดีมากครับ

สำหรับเส้นทางแบบนี้จะหาปั๊มน้ำมันบางทีมันก็ยากครับ ต้องอาศัยแวะตามร้านค้าในหมู่บ้านเพื่อเติมน้ำมันรถแบบแบ่งขายใส่ขวด กับเติมน้ำมันคนด้วยครับ ซึ่งเรามาจอดกันที่หมู่บ้าน “คิดถึง” ตอนแรกก็คิดว่าทางครูอำพวกเราเล่นๆ พอถามชาวบ้านแถวๆนั้นเขาเรียกว่าหมู่บ้านคิดถึงจริงๆครับ

จากทางดินผสมฝุ่นมาสู่เส้นทางเข้าหมู่บ้านจอซิเดออีกราวๆ 14 กิโลเมตร ซึ่งจะเริ่มเปลี่ยนเป็นทางที่วิ่งตามลำห้วย ซึ่งดีที่ในตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อน น้ำในลำห้วยไม่ค่อยเยอะมากจึงทำให้เดินทางได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องบอกครับว่าก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับเพราะเจอทั้งหินและบางช่วงก็ลื่นจากหินที่เป็นตระไคร่น้ำ ก็เล่นเอาพวกเราได้เหงื่อกันพอสมควรเลยครับ หากเป็นช่วงฤดูฝนทางชาวบ้านบอกว่าเดินทางไม่ได้ร่วม 5 เดือนครับสำหรับทางเส้นนี้

ข้าวเที่ยงกว่าจะได้กินก็ปาเข้าไปบ่ายกว่าๆซึ่งต้องกินกันกลางป่า ตรงลำห้วยนั่นแหล่ะครับ วิวดีที่สุดแล้ว

เส้นทางพิสูจน์รถ พิสูจน์โช้คอัพจริงๆ จนต้องบ่นออกมาว่า “จะไส้เลื่อนไหมนี่” เมื่อผ่านการลุยห้วยมาร่วม 14 กิโลเมตร ก็มาถึงโรงเรียนบ้านจอซิเดอเหนือสักที ดูๆเวลาแล้วเหมือนว่าจะเกิน 4 ชั่วโมงนะครับ

โรงเรียนบ้านจอซิเดอเหนือเป็นโรงเรียนที่สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 อยู่ใกล้กับเขตชายแดน ไทย-เมียนม่า มีอาคารเรียนเป็นอาคารไม้ 2-3 อาคาร นอกนั้นก็เป็นที่พักของนักเรียนจำนวนร้อยกว่าชีวิต ใช้โซล่าเซลล์ในการผลิตไฟฟ้า ในวันที่พวกผมไปเป้นช่วงปิดเทอมครับ จึงเหลือแค่เด็กๆในหมู่บ้านราวๆ 20-30 คนครับ ที่มาช่วยกันขนของบริจาคที่พวกผมนำกันเข้ามาครับ

หมู่บ้านจอซิเดอเหนือเป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่เลยครับ มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ที่ผมชอบคือการตำข้าวครับ ในเมืองก็จะใช้วิธีการเข้าโรงสีในการสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ที่นี่ยังใช้วิธีตำข้าวอยู่ครับ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่คลาสสิคมานับหลายร้อยปีครับ

ที่นี่เราจะได้เห็นพวกหมู ควาย หรือ แพะ เดินเต็มหมู่บ้านไปหมดครับ เพราะเขาเลี้ยงแบบปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ ได้บรรยากาศแบบธรรมชาติมากกว่าไปเดินดูตามฟาร์มเลี้ยงแพะเลยครับ

ในตอนเย็นพวกเราได้ทำอาหารเลี้ยงเด็กๆทั้งหมู่บ้าน ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากแม่ชีไม่ประสงค์ออกนามในการเลี้ยงเด็กๆในครั้งนี้ครับ ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมากครับที่ให้เด็กๆได้มีโอกาสได้กินอาหารเย็นอร่อยๆสักมื้อ

ในคืนนี้พวกผมอาศัยห้องเรียนของเด็กๆเป็นที่นอนครับ ขอขอบคุณทางโรงเรียนที่ได้เตรียมเครื่องนอนไว้ให้ครับ และขอบคุณน้องๆที่เป็นธุระมาจัดห้องให้พวกเราครับ ต้องบอกเลยครับว่าที่นี่อากาศเย็นสบายไม่ร้อนครับ ที่สำคัญไม่ต้องมีมุ้งก็นอนได้สบายเพราะไม่มียุงมาคอยกวนใจเลยครับ

ตื่นเช้ามานี่แหล่ะวันนี้เป็นวันงานของพวกผม ก็มอบอุปกรณ์หลอดไฟ LED ที่ได้รับบริจาคจากเพื่อนๆและผู้ที่สนใจในการทำกิจกรรมในครั้งนี้มอบให้กับทางโรงเรียน (จริงๆเยอะแต่เอามาถ่ายพอเป็นพิธีก็พอครับ) และก็ได้ไปเปลี่ยนหลอดไฟให้กับทางโรงเรียนบางส่วน และสอนการต่อวงจรของหลอดไฟ LED ให้กับทางโรงเรียนด้วยครับ งานนี้พวกผมรู้สึกดีใจนะครับที่ช่วยทำให้โรงเรียนประหยัดไฟขึ้น 50% ต่อหลอด จากหลอดไฟ 36W เปลี่ยนเป็นหลอด LED 18W โรงเรียนจะได้มีไฟฟ้าใช้งานได้ยาวนานขึ้นครับ

ไม่พองานนี้จัดแจงเปลี่ยนจานดาวเทียมให้กับทางโรงเรียน เพื่อให้ดูรายการทีวีต่างๆให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อต่อเสร็จก็ดีใจนะครับที่เห็นเด็กๆมานั่งดูกัน เพราะที่โรงเรียนจะมีทีวี 1 เครื่อง เพื่อให้ชาวบ้านมานั่งดูทีวีกันตอนค่ำๆครับ

ก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจของพวกเราในทริปบริจาคหลอดไฟ LED ให้กับโรงเรียนบ้านจอซิเดอเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน อาจจะเป็นโครงการเล็กๆของพวกเราในครั้งนี้ แต่ก็ทำให้หัวใจของพวกเราอิ่มเอม มีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆในพื้นที่ห่างไกล หากมีโอกาสผมจะเข้ามาเยือนที่นี่อีกครั้งครับ ไว้ทริปหน้าผมไปเที่ยวที่ไหนอีกจะเอามาเล่าให้ฟังนะครับ

VRthairider เพราะชีวิต…คือการเดินทาง

Comments

comments