ขี่มอเตอร์ไซค์กว่า 2,000 กิโล เพื่อไปชม motoGP ครั้งแรกในประเทศไทย – Part 1

ผมเคยฝันไว้นะว่าอยากให้รายการแข่งขันระดับโลกอย่าง motoGP เข้ามาจัดแข่งในประเทศไทยสักครั้ง ซึ่งมันเป็นฝันลมๆแล้งๆของผมมาตั้งนาน ตั้งแต่เห็นการแข่งขันผ่านทางทีวีตั้งแต่วัยรุ่น ถึงแม้ผมเองจะเคยมีโอกาสได้ไปชมการแข่งขัน motoGP ที่ต่างประเทศมาแล้วหลายครั้งก็ตาม แต่ผมเองก็ยังคงมีฝันที่อยากเห็น motoGP จัดแข่งที่ไทยสักครั้งอยู่ดี

ภาพร่วม 10 ปีที่ผ่านมาครับ

และแล้วฝันของผมก็เป็นจริงเมื่อไทยได้มีโอกาสจัดแข่ง motoGP ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งแน่นอนเลยว่าความฝันของผมเป็นจริงสักที ซึ่งในการจัดปีแรกนี้ผมได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า หาก motoGP มาจัดที่ไทยเมื่อไหร่ ไกลแค่ไหนผมก็จะขี่มอเตอร์ไซค์ไป ซึ่งก็ได้มีค่ายรถหลายค่ายได้ชวนผมไปในฐานะ ผู้สื่อข่าว แต่ผมเลือกที่จะปฏิเสธทุกๆค่ายที่ชวน เพียงเพราะผมอยากเสพความรู้สึกของผู้ชม motoGP จริงๆ ไม่ใช่การไปในฐานะผู้สื่อข่าว ผมอยากกลับมาเล่าให้เพื่อนๆได้เห็นในสิ่งที่ผมเห็น มุมกล้องจากในมุมที่ผมเห็น ได้รับรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไรกับ motoGP ครั้งแรกในประเทศไทย

สำหรับราคาบัตรเข้าชม motoGP มีหลายราคาก็แล้วแต่จะเลือกกัน สำหรับผมนั้นขอเลือกซื้อเป็นบัตรนักแข่งที่ชื่นชอบนั่นก็คือ รอสซี่ นั่นเอง ก็เลยได้ซื้อบัตรเข้าชมเป็นบัตร Rossi46 Stand ซึ่งเรียกว่าเป็นบัตรที่มีจำนวนจำกัดสำหรับแฟนคลับที่ชื่นชอบรอสซี่จริงๆ ซึ่งก็เหมือนกับบัตร Stand ของนักแข่งคนอื่นครับ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 3,400 บาท ครับ โดยบัตรจะสามารถเข้าชมได้ทั้ง 3 วัน คือวันที่ 5 – 6 – 7 ตุลาคม 61 ครับ

ยิ่งใกล้วันแข่ง motoGP มากเท่าใด ผมก็ยิ่งลุ้นครับ ลุ้นมาก ลุ้นกลัวว่าจะไม่ได้ไปงานนี้ เพราะอะไรนะเหรอครับ เพราะใกล้วันครบกำหนดคลอดของแฟนผมครับ ซึ่งก็โชคดีที่ได้คลอดก่อนวันแข่ง motoGP ไม่กี่วัน แฟนและลูกกลับมาบ้านได้แค่วันเดียว ผมก็ต้องควบมอเตอร์ไซค์ออกเดินทางแล้ว ต้องขอบคุณครอบครัวผมที่เข้าใจในสิ่งที่ผมชอบ และยอมให้ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาบุรีรัมย์ในครั้งนี้ครับ

การเดินทางในครั้งนี้ผมเดินทางจาก เชียงใหม่ – บุรีรัมย์ ซึ่งระยะทางคร่าวๆ ไป-กลับ ก็มีร่วม 1,600 – 1,700 กิโลเมตร แต่ในครั้งนี้ผมจะแวะเข้าไปกรุงเทพก่อนเพื่อร่วมงาน Meet & Greet นักแข่งทีมยามาฮ่า ซึ่งแน่นอนว่าระยะทางจะต้องไกลกว่าเดิมอีกหลายร้อยกิโลแน่นอน ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ผมได้ใช้รถ Yamaha NMax เพราะเป็นรถที่ผมค่อนข้างมั่นใจในการเดินทางไกลๆ ถึงแม้เครื่องยนต์จะแค่ 155 ซีซี แต่โดยรวมจากการเดินทางที่ความเร็ว 100+ และสามารถเก็บของใต้เบาะได้ผมเลยเลือกเอาคันนี้มาลุยบุรีรัมย์ครับ อย่างน้อยๆเสื้อผ้าราวๆ 5-6 วันก็ยัดใต้เบาะมาได้สบายๆ

ผมเดินออกจากเชียงใหม่มากับ Yamaha M-Slaz อีกคัน พวกเราเดินทางโดยใช้ความเร็วเฉลี่ยในช่วง 100 – 115 กม./ชม. ครับ โดยในวันแรกผมยิงยาวจากเชียงใหม่เข้า กทม. เลยครับ โดยจะมีแวะบ้างทุกๆราวๆ 150 กิโล เพื่อเติมน้ำมันเจ้า NMax ส่วน M-Slaz ยิงยาวๆไป 300 กิโลได้สบายๆ ถามว่าขี่ไกลๆสบายไหมกับเจ้า NMax ต้องบอกว่าสบายมากๆครับท่านั่งต่างๆเหมาะแก่การเดินทางไกลๆมากๆ ติดแค่อย่างเดียวก็คือผมต้องสะพายกระเป๋าบรรจุกล้องมาเต็มกระเป๋า น้ำหนัก 10 กิโลมีให้เห็น มันก็เลยจะมีอาการเมื่อยหลังบ้างครับ แต่หากขี่ตัวเปล่านี่สบายๆเลยครับขอบอก

การเดินทางจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพกับระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร ก็ใช้เวลาร่วม 10 ชั่วโมงครับ กับการเดินทางยาวๆ ต้องมีแวะเติมพลังกันบ้างตามรายทาง หากเพื่อนๆต้องขี่มอเตอร์ไซค์เดินทางไกลๆ หากง่วง อย่าฝืนนะครับ แวะพักบ้าง ปลอดภัยทั้งกับตัวเราเองและคนอื่นครับ

โดยในงาน Meet & Greet นักแข่งโมโตจีพี ยามาฮ่า งานจัดที่ The Street รัชดา ซึ่งงานนี้ก็มีนักแข่งมาร่วมงานมากมายไม่ว่าจะเป็น วาเลนติโน่ รอสซี่, มาเวริค บีญาเลส, โยฮัน ซาโก้, ฮาฟิช ไซอาห์ริน รวมไปถึงนักแข่งชาวไทยครับ งานนี้ยามาฮ่าทำได้อบอุ่นดีทีเดียวครับ แฟนคลับนักแข่งแต่ละคนได้ของแจกติดไม้ติดมือ ได้ใกล้ชิดนักแข่งที่ตัวเองชื่นชอบ ได้เขียนคำพูดลงบนธงส่งให้กับนักแข่งที่ชื่นชอบอีกด้วย ต้องขอบคุณยามาฮ่าที่ได้จัดกิจกรรมดีๆแบบนี้ครับ

ระหว่างเดินเที่ยวในงานก็ได้เจอและทักทายนักแข่งยามาฮ่า สายเหนือ เด็กเชียงใหม่ “ตรี” อนุภาพ ซามูล ซึ่งก็เป็นที่รู้จักเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ก็ทักทายกันแป๊บๆ ก่อนที่ตรีจะเตรียมตัวขึ้นบนเวที

สำหรับผมก็มีโอกาสได้ไปเก็บภาพหน้าเวทีมาฝากเพื่อนๆนะครับ ก็ถ่ายเท่าที่พอหามุมถ่ายได้ครับ หลังงานเสร็จผมก็ต้องขอตัวกลับไปนอนพักเพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้เดินทางต่อไปยัง จ.บุรีรัมย์ ครับ แล้วไว้ติดตามครับว่าอะไรทำให้ผมต้องขี่มอเตอร์ไซค์มาร่วม 1,000 กิโลเพื่อชม motoGP ครั้งแรกในประเทศไทยที่ จ.บุรีรัมย์ และสิ่งที่ได้รับเป็นยังไงบ้าง ไว้เดินทางไปด้วยกันกับผมครับ Let’s go ThaiGP!!

Comments

comments