การให้คือการสื่อสารที่ดีที่สุด ชาวมอไซค์แบ่งปันน้ำใจให้น้อง รร.จอซิเดอเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน

เกือบ 20 ปีแล้วที่ผมเริ่มเข้าสู่วงการบริจาคและช่วยเหลือเด็กๆที่ยากไร้ , กำพร้า , พิการ โดยการจัดทริปขี่มอเตอร์ไซค์ไปบริจาคของให้กับคนเหล่านั้น หลายๆครั้งก็จะมีคนถามผมว่า “ทำแล้วได้อะไร?” บางทีผมเองก็ไม่มีคำตอบให้กับคำถามเหล่านั้นทุกครั้งไป แต่ผมจะมีคำตอบให้กับตัวเองเสมอว่า “ผมมีความสุขตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ทำโดยไม่ต้องรอไปถึงวันหน้า ปีหน้า หรือชาติไหนๆ” ซึ่งเพียงแค่คำตอบนี้คำตอบเดียวที่มีให้กับตัวเอง มันเลยทำให้ผมทำแบบนี้เรื่อยมาเกือบ 20 ปี

กิจกรรมบริจาคของเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

บริจาคของโรงเรียน คะเนจือทะ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

บริจาคของ 7-8 โรงเรียนที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

ผมเองเริ่มจัดทริปบริจาคของทุกปีช่วงแรกๆก็ทำใกล้ๆ ตามมูลนิธิต่างๆ ศูนย์ช่วยเหลือต่างๆ แถวในเมืองและชานเมือง ซึ่งทำมาจนเริ่มรู้สึกว่า “ยังมีอีกหลายชีวิตที่เขายังขาดมากกว่านี้” เพราะหลายๆครั้งที่ผมเองและหลายๆคนเริ่มรู้สึกว่าการไปบริจาคของในบริเวณใกล้ๆเมือง บางครั้งเราต้องได้จองคิวที่แน่นเอียดแทบทุกวัน บางครั้งเดือนทั้งเดือนบางแห่งแทบไม่มีวันว่างให้คนได้เข้าไปร่วมทำบุญช่วยเหลือเลยก็มี

“เด็กที่ลำบากจริงๆอยู่แห่งไหน?” มันเป็นคำถามหลังจากที่ผมเริ่มบริจาคของมาได้ราว 5-6 ปี หรือย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน มันจึงทำให้ผมได้เริ่มเดินทางไกลขึ้น เดินทางลึกเข้าไปในที่กันดารมากขึ้น เพื่อตามหาเด็กและผู้คนที่ลำบากจริงๆเหล่านั้น ซึ่งเชื่อไหมว่า “ถึงแม้การเดินทางจะสุดแสนลำบากขนาดไหน แต่ ผมกลับรู้สึกได้ถึงความสุขที่เพิ่มมากขึ้นจากการได้มอบสิ่งเหล่านั้นให้คนที่ต้องการมันจริงๆ”

ปีนี้ก็เช่นกันผมก็ยังคงจัดกิจกรรม “ชาวมอไซค์แบ่งปันน้ำใจให้น้อง” เหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา ทุกอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน พฤศจิกายน จะเป็นวันที่พวกเราจะออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ไปร่วมบริจาคของให้น้องๆที่ห่างไกลร่วมกัน ซึ่งในปีนี้พวกเราได้ไปกันที่ “โรงเรียน จอซิเดอเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน” ซึ่งเป็นสถานที่ๆถูกหลายๆคนกล่าวขานว่าหมู่บ้าน จอซิเดอ เป็นหมู่บ้านที่ทุรกันดารที่สุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะจริงหรือไม่นั้นเป็นเพียงคำพูดที่พูดต่อๆกันมาให้ได้ยินเท่านั้นครับ อาจจะมีผู้คนนำของเข้าไปบริจาคบ้าง แต่ก็คงไม่ได้บ่อยมากนัก บางทีอาจจะมีแค่ช่วงฤดูหนาวเท่านั้นที่มีคนนำของเข้าไปบริจาค ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับศูนย์ต่างๆที่มีคนเข้าไปบริจาคไม่เว้นแต่ละวัน

พวกเราออกเดินทางออกจากเชียงใหม่ไปยังอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนตั้งแต่เช้าราว 7.00 น. กับระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ขี่ไปด้วยกัน 20 กว่าชีวิต ด้วยมอเตอร์ไซค์ 10 กว่าคัน และรถยนต์ 4×4 อีก 2 คันที่บรรทุกของบริจาคเต็มคันรถ ซึ่งเป็นของบริจาคที่เราได้สอบถามจากโรงเรียนและจากชาวบ้านว่าอยากได้ หรือ ขาดของแบบไหน ไม่ใช่ขนของไปแจกโดยที่ปลายทางไม่ได้ต้องการ

จากอำเภอแม่สะเรียงเข้าไปยังหมู่บ้านจอซิเดออีกราว 80 กิโลเมตร เป็นทางที่ดีแล้วและมีการทำถนนแล้วราว 40 กิโลเมตร ส่วนอีกครึ่งทางจะเป็นทางดิน และการวิ่งตามห้วยอีกร่วม 40 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อเราเดินทางเข้าไปก็มีครูจากทางโรงเรียนจอซิเดอเหนือนำทางให้พวกเรา และก็ต้องได้มีการแจ้งกับทางด่านไว้ด้วย เพราะเข้าไปกันเยอะครับ

จากด่านตรวจเข้าไปอีกราวๆ 30 กิโลเมตรจะเป็นทางที่ทำถนนใหม่แล้วเป็นถนนลาดยางขี่ได้สบาย จึงทำให้เราสามารถทำความเร็วในจุดนี้ได้พอสมควร

เมื่อสุดช่วงถนนดีพวกเราก็เดินทางมาถึง “บ้านโพซอ” ซึ่งถือว่าเป็นจุดสุดท้ายของถนนสบาย หลังจากนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่การเดินทางเข้าป่า ถนนดิน และวิ่งลัดเลาะไปตามลำห้วย ซึ่งของจริงมันอยู่ที่ระยะทางราวๆ 40 กิโลเมตรที่เหลือนี่แหล่ะครับ ซึ่งพวกเราได้บอกเดินทางออกจากบ้านโพซอราวๆ 15.30 น.

ด่านแรกที่เอาพวกเราเหนื่อยก็คือถนนที่ยังเป็นโคลนอยู่เนื่องมาจากก่อนหน้าที่พวกเราจะมา 2-3 วัน ได้มีฝนตกลงมาทำให้ถนนยังมีความแฉะและลื่นอยู่บ้าง เล่นเอาเหนื่อยกันทีเดียวกับรถหลายๆคันที่ไม่ใช่รถเฉพาะทาง แต่ทุกคนก็ยังคงใจสู้ครับแค่นี้สบายมาก

ขี่มาร่วมชั่วโมง เหนื่อยกับโคลนมาพอสมควรแวะพัก คิดว่าคงสักครึ่งทาง เปิดดู GPS เพิ่งออกจากบ้านโพซอมาได้แค่นิดเดียว โอ้วววว…พระเจ้า ยังอีกยาวงานนี้

แต่บางทีโคลนก็ไม่ได้เป็นใจพวกเรานัก เพราะบางคันโคลนติดเข้าไปในบังโคลนรถจนล้อไม่ยอมหมุนก็ต้องรื้อออกกันกลางป่า เพื่อให้รถสามารถลุยไปต่อได้ครับ

จบจากด่านลุยโคลนพวกเราก็มาถึงยัง “บ้านคิดถึง” ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่จะมีร้านค้าขายของกิน ขนม นมเนย ให้เติมพลังกันก่อนลุยต่อ ในจุดนี้หลายๆคันต้องเติมน้ำมัน ในป่าแบบนี้อย่าหวังปั๊มน้ำมันเลยครับมีขายเป็นขวดๆก็ดีถมไปแล้วครับ ซึ่งก็มีจำหน่ายขวดละ 55 – 60 บาทครับ

ตอนนี้ก็เป็นเวลาราวเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว มีฝนตกลงมาปรอยๆ ซึ่งทำให้พวกเราต้องรีบออกเดินทางครับ เพราะอีก 14 กิโลเมตรที่เหลือนี่แหล่ะคือของจริงที่พวกเราต้องผ่านไปให้ได้

จากเส้นทางถนนที่เป็นโคลน ตอนนี้เปลี่ยนเป็นการขี่รถเลาะไปตามลำห้วย ซึ่งต้องผ่านลำห้วยกี่รอบไม่รู้กี่รอบ ผ่านจนนับไม่ถ้วน

หลายจุดต้องได้ช่วยกันบอกเส้นทางให้กับรถยนต์ที่บรรทุกของมา หลายครั้งที่ต้องได้ยกหิน ย้ายหินที่ขวางทางเพื่อให้รถสามารถไปได้สะดวกขึ้น

เรื่องล้มในทริปนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ล้มแล้วล้มอีก ก็ต้องไปให้ไหว

บางจุดที่ทั้งชันและลื่นก็ต้องได้มาช่วยกันยกรถเพื่อให้สามารถไปต่อได้ ซึ่งมันทำให้ได้เห็นแรงพลังความสามัคคีได้ดีที่สุดก็ทริปนี้นี่เอง

เมื่อแสงอาทิตย์หายไป ก็มีแต่ความมืดมิดและแสงไฟจากรถที่ร่วมเดินทาง ทำให้ความลำบากเพิ่มมากขึ้นไปทุกที ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว หลายคนเริ่มท้อ หลายคนรถล้ม รถเสีย ก็ต้องจอดไว้ข้างทางแล้วซ้อนคันอื่นเข้าไป

หลายจุดลำห้วยถูกน้ำป่ากันเซาะ จนดินหรือทรายที่เคยมีในลำห้วยหายไปหมด เหลือไว้แต่โขดหิน ที่ถูกท่วมอยู่ใต้น้ำ บางช่วงน้ำลึกเกือบถึงขา รถบางคันน้ำเข้าคาร์บูต้องรื้อกันมืดๆกลางป่า เสียงที่ถามคุณครูว่า “เหลืออีกกี่โลครับ?” มีถามมาเป็นระยะๆ กับคำตอบที่ว่า “อีกแป๊บเดียวก็ถึง!!” ผ่านมาหลายแป๊บแล้วยังไม่ถึงเลยครับ ^^ งานนี้ต้องขอบคุณผู้ร่วมเดินทางทุกๆคนที่ใจสู้จริงๆ

พวกเราเดินทางมาถึงโรงเรียนก็เกือบ 4 ทุ่ม หลายคนหมดแรงรีบกางเต็นท์เพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้เตรียมมอบของให้ทางโรงเรียนในตอนเช้า และเก็บแรงไว้ลุยต่อในวันพรุ่งนี้ ฝันดีครับคืนนี้ ไว้เจอกันพรุ่งนี้เช้าครับ

เช้ามาด้วยอากาศที่สดใส ไม่มีเม็ดฝนตกลงมาให้พวกเราต้องหนักใจ กลัวน้ำป่ามาแล้วจะทำให้พวกเรากลับบ้านกันไม่ได้ เพราะจากต้องลุยน้ำกันเข้ามาเมื่อคืนก็ยากลำบากมากแล้ว ฝนอย่าตกลงมาซ้ำอีกเลย บรรยากาศในหมู่บ้านดูเงียบสงบ การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ซึ่งหาที่ไหนได้ยากแล้วกับวิถีชีวิตแบบนี้ครับ

เด็กๆในหมู่บ้านเริ่มทะยอยมารวมตัวกันที่โรงเรียน ซึ่งจริงๆแล้วหมู่บ้านจอซิเดอ มีบ้านชาวบ้านแค่ไม่กี่หลังคาเรือน แต่เด็กนักเรียนส่วนมากจะมาจากแถวชายแดน ซึ่งอยู่ไกลพอสมควร จึงต้องได้มาพักที่โรงเรียน ปิดเทอมถึงจะได้กลับบ้านครับ

พวกเราได้มอบของให้กับทางโรงเรียนซึ่งเป็นของจากผู้สนใจส่งมาร่วมบริจาคในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่ม , เสื้อผ้า , เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน , ยา , เครื่องมือทางการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งพวกเราก็ขอขอบคุณทุกๆสายธารน้ำใจในครั้งนี้จริงๆครับ

เด็กๆดูมีความสุขที่ได้กินขนม ที่นานๆทีจะได้กินจากที่มีคนเข้ามาบริจาคของที่นี่ครับ ซึ่งต่างจากคนเมืองบางคนที่กินทิ้งกินขว้าง ต่างจากเด็กที่นี่ที่นานๆถึงจะมีโอกาสได้กินกัน

หลายคนที่ได้ไปสัมผัสที่นี่อาจจะรู้สึกเหนื่อยและท้อกับการเดินทางเข้าไปที่นี่ แต่หากได้ลองคิดทบทวนดูแล้ว ขนาดตัวเราเองยังบอกว่าลำบาก แล้วคนที่เขาอยู่ที่นั่นเป็นปี เป็นสิบๆปี เขาจะลำบากกว่าเราขนาดไหน ครูที่ต้องเดินทางเข้าออกเป็นประจำเพื่อไปสอนเด็กๆที่นั่นจะเหนื่อยกว่าเราขนาดไหน ผมมองแล้วครูที่สอนในโรงเรียนที่ห่างไกลเป็นคนที่เสียสละมาก ยอมเสียสละชีวิตที่สุขสบายในเมืองเข้ามาสอนเด็กๆที่ห่างไกลแบบนี้ครับ

ปีนี้ภารกิจของพวกเรา “ชาวมอไซค์แบ่งปันน้ำใจให้น้อง” ถือว่าทำสำเร็จไปอีกหนึ่งปี ขอขอบคุณผู้ที่ร่วมบริจาคและผู้ที่ร่วมเดินทางเข้าไปแจกของในครั้งนี้ครับ ไว้เจอกันใหม่ปีต่อไป ส่วนจะเป็นที่ไหนต้องรอติดตามกันต่อไปครับ ไว้เจอกันครับ

จากใจผู้จัดทริป ขอขอบคุณทุกๆธารน้ำใจที่ร่วมบริจาคของกันเข้ามา และขอขอบคุณผู้ร่วมเดินทางทุกๆคนที่มีใจเกินร้อยร่วมเดินทางไปด้วยกัน บางคนรถเสีย รถพัง แต่ก็ยังคงมีเสียงหัวเราะ หวังว่าปีหน้าจะกลับมาร่วมกิจกรรม #ชาวมอไซค์แบ่งปันน้ำใจให้น้อง กันอีกนะครับ ผมยังรอพวกคุณเสมอครับ …… 9m@x  #VRthairider #เพราะชีวิตคือการเดินทาง

Comments

comments