ชาร์จไฟให้กับชีวิต กับทริปสุดฟินน์ “เมืองสามหมอก” 4,088 โค้ง – Day III

จากอากาศเย็นๆเมื่อคืนที่ “ลุงนะ โฮมสเตย์” “ปางอุ๋ง” จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นการนอนพักผ่อนท่ามกลางอากาศเย็นๆที่ปางอุ๋ง สถานที่ๆคนขนานนามว่า “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย” ซึ่งเป็นการเดินทางใน ทริปสุดฟินน์ “เมืองสามหมอก” 4,088 โค้ง 4 วัน 3 คืน ของพวกเรา (การเดินทางวันแรก , การเดินทางวันที่สอง) กับการเดินทางด้วย Yamaha Finn และ Yamaha Spark 135 ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่สามในการเดินทาง และในวันนี้พวกเราก็ต้องตื่นกันแต่เช้ากันอีกเช่นเคย เพื่อไปสัมผัสบรรยากาศที่ ปางอุ๋ง หรือ โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) กันครับ เดินทางไปด้วยกันต่อนะครับ

“ปางอุ๋ง” หรือ “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย อยู่ติดแนวชายแดนพม่ามีกองกำลัง ต่างๆ มีการขนส่ง ปลูกพืชเสพติด รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าอยู่เสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระราชินีนาถจึงมีพระราชดำริ ให้รวบรวมราษฎรกลุ่มน้อยบริเวณนั้น และพัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ โดยมีพระราชประสงค์สร้าง ความมั่นคงแนวชายแดน พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎร ให้ดีขึ้นและฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป

พวกเราออกไปเที่ยวปางอุ๋งแต่เช้า หมอกมีบ้างแต่ไม่เยอะเท่าในวันที่พวกเราไปนอนที่ “บ้านจ่าโบ่” มาเมื่อคืนก่อนแต่ก็ทำเอารถของเราเปียกไปด้วยหมอกอยู่เหมือนกัน จะว่าไปแล้วโฮมสเตย์ที่พวกเราพักก็อยู่ไม่ไกลจากตัวปางอุ๋งเท่าไหร่ ราวๆ 1 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งในตอนนี้ก็ถือว่ายังเช้าอยู่ก็เลยถือโอกาสหาอะไรทานแถวถนนโซนโฮมสเตย์ซึ่งมีร้านขายของเรียงรายขายอยู่หลายร้านเหมือนกันในยามเช้าๆแบบนี้ครับ

บรรยากาศก็จะเหมือนร้านขายของตามชานเมืองที่ไม่เน้นหรู แต่ดูอบอุ่น พวกเรานั่งกินไช่กะทะ ร่วมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆที่มานั่งกินข้าวต้มบ้าง ไข่กะทะบ้าง ทักทายพูดคุยกันและดูอบอุ่นและเป็นกันเองจริงๆครับ

อีกทั้งยังมีแฟรนด์ฟรายแบบชาวบ้านๆทำขายอีกด้วย ทำมาจากถั่วเหลืองซึ่งชาวบ้านทำกันเอง ถึงจะไม่ใช่ของจริงแต่ก็อร่อยไปอีกแบบครับ

เติมพลังยามเช้าเสร็จเข้าไปเที่ยวปางอุ๋งกันครับ ทำไมปางอุ๋งถึงได้ถูกขนานนามว่า “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย” ก็คงเพราะว่าสวยงามและมีวิวท่ามกลางหุบเขาและมีแงน้ำขนาดใหญ่คล้ายกับแหล่งท่องเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์ก็เป็นได้ ผมก็ไม่เคยไปสวิสเซอร์แลนด์ซะด้วยสิ ^^ แต่หากให้พูดถึงวิวที่นี่แล้วนั้นก็ถือว่าหากมาในช่วงหนาวๆและมีหมอกบนผิวน้ำ รับรองได้ว่าสวยแน่นอน

ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้อากาศยังไม่เย็นจัดจึงยังไม่มีไอหมอกบนผิวน้ำ แต่ก็ได้วิวที่ยังคงสวยน่าเที่ยวอยู่ดีครับ หากหนาวจัดๆผมว่าจะขี่มาเที่ยวอีกซักรอบครับ

จุดกางเต็นท์ของที่นี่จะกางเต็นท์ริมน้ำ ในสวนสน ที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ หากอยากได้บรรยากาศการกางเต็นท์ริมน้ำ “ปางอุ๋ง” คือหนึ่งที่ๆคุณต้องมาสัมผัสครับ

ผมขี่ Yamaha Finn เที่ยวไปรอบๆปางอุ๋ง และได้ไปเดินเล่นที่ริมน้ำ หามุมสวยๆถ่ายริมน้ำกับเพื่อน ก็เหลือบไปเห็นสาวสวยที่ผมเคยไปถ่ายรูปเธอที่ “บ้านจ่าโบ่” ช่างบังเอิญจริงๆ ผมยังคิดเลยว่าเธอคนนี้คงต้องเป็นบล็อคเกอร์มาเที่ยวเพื่อไปทำรีวิวลงตามเว็บไซต์หรือเฟสบุ๊คแน่ๆ เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่แบกเป้ขี่มอเตอร์ไซค์มาเที่ยวคนเดียว เลยขอเอาน้องเขาเป็นแบบอีกรอบละกัน

ที่ปางอุ๋งจุดที่เหมาะแก่การถ่ายรูปคือตรงท่าน้ำ แต่ส่วนตัวแอบขัดใจตรงป้ายปางอุ๋งไปบ้าง เพราะหากไม่มีจะดูธรรมชาติมากกว่านี้ แต่เขาคงอยากให้คนมาถ่ายเพื่อให้รู้ว่าภาพนี้ถ่ายจากปางอุ๋งก็ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าหากไม่มีจะสวยกว่า ^^

พวกเราเที่ยวในปางอุ๋งร่วมสองชั่วโมงก็ได้เวลาเดินทางต่อครับ เพราะมีเป้าหมายต่อที่ “ดอยพุยโค” ซึ่งจะเป็นจุดเที่ยวจุดสุดท้ายในทริปนี้ครับ ซึ่งการเดินทางออกจากปางอุ๋งจะเป็นขาลงเขา ควรเดินทางด้วยความระมัดระวังครับเพราะทั้งโค้งและลงเขาที่ชัน ซึ่งดีที่เจ้า Yamaha Finn มี Engine Break ที่ถือว่าใช้งานได้ดี เลยขี่ลงเขากันสนุกทีเดียวครับมั่นใจได้

ระหว่างทางได้เจอคุณลุงขี่มอเตอร์ไซค์จะขึ้นปางอุ๋งจอดเสียระหว่างทางเห็นแกบอกว่าขี่ขึ้นเนินชันๆมาดีๆก็วูบแล้วดับไป ก็เลยแวะช่วยเช็ครถให้ เรียกได้ว่าเช็คให้ยังกับไปรื้อเช็คที่ร้านเลย ทั้งหัวเทียน , หัวฉีด , ปั๊มติ๊ก เช็คหมดทุกอย่าง สุดท้ายก็ยังไม่ติดก็เลยต้องอาศัยโทรให้ทางศูนย์ขึ้นมารับรถไปซ่อมครับ

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งในเจ้า Yamaha Finn ก็คือในทริปการเดินทางครั้งนี้ทำให้พวกเราสบายกระเป๋ามากๆด้วย อัตราการบริโภคน้ำมันที่ทำได้ถึง 62 กิโลเมตรต่อลิตร ประหยัดได้ใจจริงๆครับ ทั้งๆที่พวกเราซัดขึ้น-ลงเขาเป็นว่าเล่น และตัวรถเองยังเติมได้ถึง E85 แต่ออกมานอกเมืองแบบนี้เติม E20 ก็หรูๆแล้วครับ

มาถึงตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอน Yamaha Spark 135 ก็ได้เวลาตั้งโซ่ครับเลยแวะเข้าศูนย์ยามาฮ่าที่แม่ฮ่องสอนสักหน่อย ซึ่งก็ให้บริการตั้งโซ่ต่างๆฟรีครับ ต้องขอบคุณมากๆครับ

ในทริปนี้พวกเราตั้งใจกันไว้ว่าหากมาถึงแม่ฮ่องสอนจะเข้าไปขอ ใบประกาศนียบัตร 1,864 โค้ง สักหน่อย เพราะเห็นว่ามีการออกแบบใบประกาศใหม่ อีกอย่างบอกตรงๆผมก็ยังไม่เคยไปขอมาสักทีเลยทั้งๆที่ผ่านทางนี้มานับแสนโค้งแล้ว ก็เลยได้โอกาสไปขอครับ ซึ่งสามารถไปขอได้ที่ หอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครับ

และที่นี่เองก็เป็นจุดที่ใครๆก็ต้องมาเช็คอินแปะสติ๊กเกอร์กลุ่มกัน ซึ่งบอกตรงๆว่าเยอะที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาแล้วครับ หากใครมีเวลาก็ลองมานั่งๆดูสติ๊กเกอร์ของกลุ่มที่รู้จักนะครับสนุกดี ซึ่งผมก็เลยถือโอกาสแปะสติ๊กเกอร์ของผมเองไปด้วยเลย ^^

การเดินทางจากแม่ฮ่องสอนไปยัง ดอยพุยโค ซึ่งต้องเดินทางไปให้ถึงอำเภอแม่สะเรียง กับระยะทางเกือบๆ 200 กิโลเมตร เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างไกลทีเดียว แต่ก็มีจุดแวะพักระหว่างทางเรื่อยๆ จุดหนึ่งที่แวะพักได้คือ “จุดชมวิวผาบ่อง” ซึ่งก็มีร้านกาแฟไว้ให้พักผ่อนได้ครับ

การเดินทางไกลๆแบบนี้พกน้ำไว้สักขวดก็ดีนะครับ เผื่อหิวน้ำระหว่างทาง ดีนะที่เจ้า Yamaha Finn มีช่องใส่น้ำเลยใส่ไว้ตลอดการเดินทางฟินน์เลยงานนี้

วันนี้พวกเราคงถึงอำเภอแม่สะเรียงกันเย็นๆ เพราะไม่ได้รีบเดินทางกันชิลล์ๆกินลมชมวิวเอาบรรยากาศกันไปเรื่อยๆครับ บางครั้งการขี่รถเล็กๆมาเราก้ได้เก็บเองบรรยากาศรอบๆตัวและเสพบรรยากาศข้างทางได้มากกว่าการขี่รถแรงๆเร็วๆมาครับ

มาถึงอำเภอแม่สะเรียงก็เย็นๆ ซึ่งในวันนี้ที่อำเภอแม่สะเรียงมีเทศกาลโคมไฟซึ่งจะมียาวไปจนถึงช่วงลอยกระทง ก็เป็นโอกาสดีที่ได้แวะชมบรรยากาศโคมไฟสวยๆติดเต็มเมืองแม่สะเรียง ก่อนที่พวกเราจะพักผ่อนเพื่อเตรียมเดินทางไป ดอยพุยโค แต่เช้าครับ ไว้ติดตามต่อในตอนต่อไปครับกับการตะลุยขึ้นไปเที่ยว “ดอยพุยโค” แหล่งท่องเที่ยวอีกที่ๆใครๆก็อยากไปในจังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ ติดตามการเดินทางของพวกเราในวันสุดท้ายได้ที่นี่ครับ

นี่แหล่ะความฟินน์ของผม แล้วความฟินน์ของคุณหล่ะแบบไหน?

Comments

comments