ชาร์จไฟให้กับชีวิต กับทริปสุดฟินน์ “เมืองสามหมอก” 4,088 โค้ง – Day IV The End.

เรียกได้ว่าผมก็เดินทางมาถึงวันที่ 4 วันสุดท้ายของการเดินทางใน ทริปสุดฟินน์ “เมืองสามหมอก” 4,088 โค้ง 4 วัน 3 คืน ของพวกเรา (การเดินทางวันแรก , การเดินทางวันที่สอง , การเดินทางวันที่สาม) กับการเดินทางด้วย Yamaha Finn และ Yamaha Spark 135 เพื่อพาเพื่อนๆมาเที่ยวในเส้นรอบจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับสมญานาม “เมืองสามหมอก” จากเมื่อคืนที่เราได้เที่ยวเทศกาลโคมและพักที่โรงแรมเล็กๆในตัวอำเภอแม่สะเรียง เราก็ออกเดินทางตั้งแต่เช้าไปในเส้นทางมุ่งไปยังตัวอำเภอสบเมย เพื่อไปขึ้นไปสัมผัสความฟินน์บน “ดอยพุยโค”

การเดินทางจากตัวอำเภอแม่สะเรียงไปยัง “ดอยพุยโค” ไม่ไกลมากราวๆ 45 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางในช่วงแรกในเส้นทางหลักถนนหลวงหมายเลข 105 ก็เป็นเส้นทางปกติแต่เมื่อถึงทางแยกเข้าไปยังดอยพุยโคจะเป็นทางที่ค่อนข้างแคบและชันพอสมควร การเดินทางต้องระมัดระวังกันสักหน่อยครับ Yamaha Finn ลุยขึ้นไปได้สบายแต่ต้องลดเกียร์ลงมาพอสมควรเพื่อสู้กับเนินในครั้งนี้ครับ เส้นทางบางช่วงจะเป็นคอนกรีตสลับกับทางดินบ้าง ซึ่งในวันที่ผมไปหมอกลงมาค่อนข้างหนาทีเดียวอากาศเย็นๆกับหมอกที่เข้ามาประทะร่างกายฟินน์จริงๆครับ

เรื่องวัวมาขวางถนนผมถือว่าเป็นเรื่องปกติเลยในการเดินทางบนภูเขาแบบนี้ครับ แต่ที่ต้องระวังเลยคือหลบ หลุมระเบิด (ขี้วัว) ให้ดีครับ ขี่รถเหยียบขึ้นมาไม่อยากพูดถึงครับ ^^

สองข้างทางก่อนขึ้นไปถึงจุดชมวิวยอดดอยพุยโคก็สามารถแวะถ่ายรูปได้เป็นระยะๆครับ

เมื่อใกล้ถึงจะมีจุดให้ต้องจอดรถไว้และต้องเดินขึ้นไม่ไกลมากราวๆ 7-800 เมตร เป็นทางดินที่ทำเป็นบันไดไม้และราวไม้ไว้ให้เกาะแลดูได้บรรยากาศและธรรมชาติมากครับ แต่ต้องบอกว่าบางช่วงก็ชันเอาเรื่องเหมือนกันครับทำเอามีเหนื่อยเอาการ พกน้ำไปด้วยจะดีมากๆ โดยใช้เวลาการเดินราวๆ 20 นาทีครับ

ในจุดแรกก่อนถึงทางชันๆก็จะเป็นจุดแวะพักเพื่อให้หายเหนื่อยเพื่อลุยต่อ แต่จุดนี้ก็จะมีวิวที่สวยงามไปอีกแบบ เพราะสามารถเห็นทิวเขาที่ถูกปกคลุมด้วยทะเลหมอกอยู่ในระดับแทบจะอยู่ในระดับสายตา ที่สวยงามเป็นอย่างมากครับ ขนาดว่าในวันที่พวกเราไปหมอกยังไม่เยอะดังที่หวังไว้แต่ก็สวยงามฟินน์ทีเดียวครับ

ที่เห็นหมอกปกคลุมนั่นแหล่ะคือยอดดอยพุยโค เดินสู้เนินขึ้นไปอีกหน่อยก็จะถึงเล่นเอาหอบทีเดียวครับ ซึ่งวันนี้หมอกปกคุมยอดดอยอาจจะได้เห็นวิวในอีกมุมหนึ่งครับ เอาเดินๆ

บนยอดดอยพุยโคในวันนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหมอก ซึ่งมันก็ได้บรรยากาศที่ฟินน์ไปอีกแบบ เหมือนเราเดินอยู่บนสวรรค์เลยครับ (แล้วแต่คนจินตนาการนะครับ) ซึ่งบนยอดดอยพุยโคได้ทำทางเดินไว้ทำให้สามารถถ่ายรูปบรรยากาศได้สวยมากขึ้นครับ

บนยอดจะมี “ต้นเดียวดาย” ซึ่งเป็นต้นไม้ต้นเดียวที่อยู่ในบริเวณนั้นก็เลยคงได้ชื่อนี้ไป แต่คงไม่เหงาครับ เพราะจะมีคนมาแวะถ่ายรูปและมาทักทายไม่เว้นแต่ละวันครับ

พวกเราใช้เวลาอยู่บนนี้ร่วมชั่วโมงเพื่อเสพบรรยากาศที่หาไม่ได้จากในเมือง ปล่อยสมองให้โล่งๆแล้วจดจำภาพบรรยากาศดีๆแบบนี้ วิวสวยๆแบบนี้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนที่จะกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ ต้องบอกว่าทริปนี้ฟินน์จริงๆครับ

พวกเรากลับลงมาและเดินทางกลับเชียงใหม่และมาจบทริปที่ “สวนสนบ่อแก้ว” ซึ่งก็ถือว่าเป็นการจบ ทริปสุดฟินน์ “เมืองสามหมอก” 4,088 โค้ง ได้ฟินน์สมชื่อจริงๆ งานนี้ต้องขอขอบคุณ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ที่ให้ผมได้ยืมรถ Yamaha Finn เพื่อออกทริปเที่ยวในครั้งนี้ครับ

ซึ่งจากที่เที่ยวมาแล้ว 4 วัน 3 คืน กับการใช้งานที่ค่อนข้างหนักหน่วงผมขอกล่าวถึงความรู้สึกที่ได้ใช้ Yamaha Finn ออกเที่ยวในครั้งนี้ครับ โดยรวมแล้วเป็นรถที่ให้ความคล่องตัวสูง มีความรู้สึกว่ารถเบาขี่ง่ายทั้งในเมืองและการเดินทางไกล มีช่องเก็บของที่ใหญ่ทั้งใต้เบาะที่เก็บเสื้อผ้าของผมได้ทั้ง 4 วัน อีกทั้งด้านหน้ามีช่องที่สามารถเสียบขวดน้ำได้ 1 ขวดสะดวกจริงๆครับ

ช่วงล่างเหมาะสมกับการใช้งานทั่วไปโดยเฉพาะการใช้งานในเมืองเป็นหลัก หากนำมาออกทริปซัดโค้งหนักๆอาจจะต้องได้ปรับเซ็ทเกี่ยวกับช่วงล่างเพิ่มอีกนิดหน่อยจะฟินน์ขึ้นอีกเยอะครับ

เครื่องยนต์ถือว่าเป็นรถที่ขี่ได้สนุกในการขึ้นเขาก็มีแรงขึ้นได้แม้ในจุดที่ชันมากๆและยังมี Engine break ที่พอเหมาะในการใช้งาน แต่ที่ฟินน์มากก็จะเป้นเรื่องของการบริโภคน้ำมันที่โครตฟินน์ ขนาดขี่กันไม่บันยะบันยัง ประหยัดได้ถึง 62 กิโลเมตร/ลิตร เลยทีเดียว สบายกระเป๋ามากๆ ต้องขอแนะนำว่า Yamaha Finn เป็นรถครอบครัวในพิกัด 115 ซีซี ที่น่าสนใจรุ่นหนึ่งทีเดียวครับ ขอบคุณยามาฮ่าที่มีโอกาสให้ผมได้ออกไปฟินน์ในครั้งนี้ครับ

นี่แหล่ะความฟินน์ของผม แล้วความฟินน์ของคุณหล่ะแบบไหน?

Comments

comments