รีวิว & ทดสอบ CF moto 250 NK กับการทดสอบขับขี่จริงบนท้องถนนกว่า 600 กม. ตีแผ่ทุกแง่มุม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมก็ได้มีโอกาสได้รับรถในสไตล์ Naked bike พิกัด 250 ซีซี จากทาง CF MOTO ChiangMai by Sangchai มาทดสอบ นั่นก็คือเจ้า CF moto 250 NK นั่นเองครับ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีการทดสอบจากสื่อต่างๆซึ่งได้ไปทดสอบกันที่สนามพีระเซอร์กิต ซึ่งในงานนี้ผมเองไม่มีโอกาสได้ไปครับ เลยต้องได้รอรถเพื่อนำมารีวิวการใช้งานจริงๆในชีวิตประจำวันมาให้เพื่อนๆได้ฟังเอาจะดีกว่า แบบนี้น่าจะเข้ากับสไตล์ผมมากกว่า และได้อะไรๆแบบที่หลายๆคนอยากรู้มากกว่า

ต้องขอขอบคุณทาง CF MOTO ChiangMai by Sangchai อีกครั้งครับที่เอารถใหม่ๆ สดๆ ซิงๆ ให้ผมเอาไปทดสอบในครั้งนี้ครับ ซึ่งจะว่าไปแล้ว CF moto เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ผมเองได้มองๆมาตั้งนานแล้วและคิดๆอยู่ว่าเมื่อไหร่จะมีการนำเอาเข้ามาขายในประเทศไทย เพราะ CF moto เองถึงจะมีต้นกำเนิดจากแดนมังกร แต่ก็เป็นแบรนด์อันดับต้นๆเช่นกันนั่นเลยทำให้ผมเองค่อนข้างให้ความสนใจกับแบรนด์นี้พอสมควร และแล้วทาง บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้เป็นผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ CF MOTO ในประเทศไทย สมใจผมหล่ะทีนี้

เอาหล่ะมาคุยกันเรื่อง CF moto 250 NK คันนี้กันดีกว่า โดยผมได้เลือกเอารุ่น ABS มาทดสอบในครั้งนี้ครับ มาดูกันที่เรื่องการออกแบบกันก่อนเลย สำหรับ CF moto 250 NK เป็นรถในสไตล์ Naked bike ที่ให้อารมณ์ที่ค่อนข้างโฉบเฉี่ยวดีทีเดียว หากมองผ่านๆจะได้อารมณ์คล้ายๆกับ KTM Duke ส่วนตัวแล้วผมมองว่าสวยเลยครับ

ในด้านหน้าจะเป็นโคมที่ดูโฉบเฉี่ยว โดยเป็นแบบ Full LED และได้มีการติดตั้งไฟ Day light มาให้ในโคมเรียบร้อย

ช่วงท้ายเป็นเบาะแบบ 2 ตอน แฟริ่งด้านท้ายมีช่องเหมือนกับในรถสปอร์ตในยุคนี้ครับ โดยด้านท้ายจะมีแค่ชุดไฟท้ายและไฟเลี้ยว ส่วนบังโคลนหลังได้ไปอยู่ติดกับสวิงอาร์มแทน หลายๆคนชอบเรียกว่ากันดีด ซึ่งในจุดนี้ผมว่าเหมาะกับสายแต่งเป็นอย่างมาก เพราะหากถอดออกก็เรียกว่าเท่ได้เลย โดยไม่ต้องไปดัดแปลงอะไรมาก

แฮนด์เป็นแฮนด์บาร์ซึ่งจากที่ได้ลองคล่อมดูแล้วไม่ได้รู้สึกว่ากว้างมาก และตัวแฮนด์เองมีองศาแฮนด์ที่หักข้อมือเล็กน้อยให้อารมณ์ไปในทางเรซซิ่งนิดๆ ซึ่งจากที่ก่อนหน้านี้ผมได้มีโอกาสทดสอบรถ Naked bike 155 ซีซี จากทางยามาฮ่า เทียบกับ CF moto 250 NK ค่อนข้างให้ความรู้สึกที่ต่างกันพอสมควรครับ ชุดสวิตซ์ต่างๆที่มีมาให้ก็ครบทุกการใช้งานโดยเฉพาะในฝั่งซ้ายจะมีสวิตซ์เปลี่ยนโหมดของเครื่องยนต์มาให้ด้วย สวิตซ์สตาร์ทจะเป็นการรวมเข้ากับสวิตซ์ Off-Run เวลาสตาร์ทก็โยกลงสะดวกเลยครับ

เรือนไมล์ของ CF moto 250 NK รุ่น ABS จะเป็นแบบจอสี TFT เหมือนมีใครเอามือถือมาเสียบไว้หน้ารถยังไงยังงั้น โดยหน้าจอจะมีการปรับการแสดงผลเองได้เมื่ออยู่ที่สว่างกับที่มืด ต้องบอกเลยว่าเรือนไมล์ของ CF moto 250 NK เห็นได้ชัดเจนไม่ว่าจะเจอแดดจ้าๆสักแค่ไหน แต่หากในเวลากลางคืนอาจจะรู้สึกแยงตาไปบ้างนิดหน่อยครับ ซึ่งการแสดงผลก็มีมาให้ครบๆที่ค่อนข้างชอบเลยก็คือการแสดงผล อุณหภูมิเครื่อง , โวลท์แบตเตอรี่ , ปริมาณน้ำมันเป็นเปอร์เซนต์ , ตำแหน่งเกียร์ เป็นต้นครับ

เฟรมตัวรถและสวิงอาร์มหลังเป็นแบบเฟรมถัก ที่ดูแล้วหล่อไม่เบาเลยครับ

ถังน้ำมันมีความจุ 12.5 ลิตร ถือว่าสามารถพารถออกทริปไกลๆได้สบาย ท่อเป็นแบบท่อออกล่างดูแล้วสวยงามเข้ากับตัวรถเป็นอย่างมากครับ

ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบโช้คหัวกลับ อัพไซด์ดาวน์ ตีตรา CF moto มาเลย ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้แบบสตรัทปรับเกลียว โดยที่ระบบเบรกหน้าจะเป็นแบบดิสก์เบรกเรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ กับจานเบรกขนาด 300 มม. ส่วนเบรกหลังแบบ 1 ลูกสูบ ขนาดจานเบรก 245 มม. ซึ่งในรุ่นที่ผมเอามาทดสอบเป็นระบบ ABS ครับ

ล้อเป็นล้อแม็กขอบ 17 นิ้วลายดาว 5 ก้าน ซึ่งเป็นล้อแม็กหน้ากว้างพอสมควร ที่รัดด้วยยางหน้าขนาด 110/70 ส่วนยางหลังขนาด 140/60 เป็นยางของ CST ซึ่งหากคนที่ไม่รู้อาจจะบอกว่ายางยี่ห้ออะไรก็ไม่รู้ แต่จริงๆแล้วยาง CST ถือว่าเป็นยางที่มีคุณภาพและชื่อเสียงยี่ห้อหนึ่งทีเดียวครับ

มากันที่เครื่องยนต์ที่ทำให้เจ้า CF moto 250 NK ค่อนข้างน่าสนใจก็คือการพัฒนาร่วมกันกับทาง KTM นั่นเอง โดยเป็นขนาด 249.2 ซีซี สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ 6 เกียร์ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ระบบ EFI จากทาง Bosch ให้แรงม้าที่ 26.5 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที โดยมีโหมดอยู่ 2 โหมดคือ Sport และ Rain โดยมีปุ่มให้เลือกที่ประกับข้างซ้ายครับ

ได้เวลาเอาออกไปขับขี่ทดสอบครับ ซึ่งต้องบอกว่าการทดสอบครั้งนี้ผมใช้ระยะทางราวๆ 600 กิโลเมตร ไปในจุดที่หนาวและขับขี่ที่เจอหลากหลายสภาวะ ทั้งทางตรงยาวๆ ทางโค้งมันส์ๆ ไปจนถึงทางขึ้นเขาชันๆ โดยผมได้เดินทางจาก เชียงใหม่ไปยังยอดดอยอ่างขางครับ งานนี้มันส์ตลอดทางแน่นอน

สำหรับครั้งแรกที่ได้คล่อมและขับขี่เจ้า CF moto 250 NK ต้องบอกเลยว่ารู้สึกแปลกๆกับแฮนด์นิดหน่อย เพราะรู้สึกองศาจะหักข้อมือเข้ามาพอสมควร ซึ่งมีความรู้สึกว่าหากเป็นการขับขี่ทางตรงๆยาวๆจะรู้สึกขัดๆไปบ้าง ต้องขี่ไปสักพักให้คุ้นชินครับ แต่หากไปเจอเส้นทางที่คดเคี้ยวก็รู้สึกว่าองศาแฮนด์ที่หักเข้ามาแบบนี้ทำให้การขับขี่ทำได้ค่อนข้างลงตัวมากยิ่งขึ้น เข้าโค้งจับได้ถนัดมือดีทีเดียวครับ

ท่าทางการขับขี่ถือว่าทำออกมาได้ดี ทั้งในเรื่องของการวางเท้า ตำแหน่งเกียร์ และเบรก สามารถใช้งานได้อย่างพอเหมาะ ใช้งานได้แบบธรรมชาติไม่ฝืนข้อเท้า สำหรับผมสูง 170 ซม. ก็ถือว่าวางเท้าได้เกือบเต็มเท้าถือว่าคนที่มีความสูงราวๆ 160 ขึ้นไปก็น่าจะขี่ได้สบายครับ ให้น้องสูงไม่ถึง 160 ก็ยังขี่ได้สบายครับ

ในเรื่องของเครื่องยนต์ของ CF moto 250 NK นั้นผมว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ขี่ได้ค่อนข้างสนุก เพราะมีกำลังของเครื่องยนต์ที่ส่งถ่ายกำลังได้ดีในทุกเกียร์ การต่อเกียร์แต่ละเกียร์ทำได้ดี ในช่วงเกียร์ 1 ไป 2 มีระยะให้เล่นค่อนข้างยาว ส่วน 2-3-4-5-6 เกียร์จะออกแนวชิดๆแนวสปอร์ต สำหรับผมแล้วกำลังในช่วงกลางถึงปลายเป็นช่วงที่ขี่ได้สนุกดีทีเดียว และเครื่องยนต์ก็มีกำลังที่ดีในการเปิดตัวออกโค้งหากเลือกเกียร์ที่เหมาะสมตั้งแต่ก่อนเข้าโค้ง กำลังในการขึ้นเขาไปยังดอยอ่างขางถือว่าทำได้ดีมีกำลังเหลือๆในการขึ้นเขาได้สบายครับ เครื่องยนต์ตัวนี้มี Engine Break ที่ใช้งานได้เลยสำหรับคนที่ชอบใช้งาน Engine Break เพราะในเวลาลงเขาชันๆสามารถใช้ข้อดีตรงนี้เวลาออกทริปท่องเที่ยวขึ้นลงเขาได้อย่างสบาย เครื่องยนต์บล็อคนี้ผมแอบรู้สึกว่าเวลากรอคันเร่งจะได้ยินเสียงหอน ว๊อง ว๊อง ผ่านหมวกกันน็อคเข้ามาในหูนิดหน่อย แรกๆก็แอบรู้สึกรำคาญหน่อยๆแต่พอขี่ไปสักพักเริ่มชินกับเสียงก็ลืมไปเลยครับ การใช้รอบเครื่องสูงๆแล้วผ่อนมีอาการ Back fire ให้ได้เห็นเป็นบางจังหว่ะ ส่วนในการขับขี่บนเขาสูงๆเครื่องยนต์ก็ทำงานได้ราบเรียบไม่มีอาการสะดุดหรือสะอึกแต่อย่างใด ช่วงเช้าๆเจออากาศหนาวๆต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสก็สตาร์ททีเดียวติดไม่มีปัญหาอะไรครับ

เครื่องยนต์ในโหมด Sport จะขี่ได้สนุกกว่าโหมด Rain พอสมควรเลย จากที่ได้ลองดูโหมด Rain จะตอบสนองได้ช้ากว่า Sport แบบรู้สึกได้ ในโหมด Sport สามารถทำความเร็วสูงสุดไปได้ที่ 144 กม./ชม. ส่วนในโหมด Rain รถค่อยๆไหลขึ้นค่อนข้างนานกว่าครับ หากใครชอบเครื่องยนต์แนวสมูทๆก็ใช้โหมด Rain แต่หากใครชอบแนวกระแทกมาก็ใช้โหมด Sport ครับ

ความร้อนของเครื่องยนต์ในช่วงขับขี่ขึ้นเขาชันๆเท่าที่เห็นคือ 90 องศาเซลเซียส ส่วนขับขี่ในเมืองที่อากาศร้อนๆรถติดๆมากสุดที่ 92 องศาเซลเซียส ซึ่งระบบจะสั่งให้พัดลมทำงานค่อนข้างบ่อย จอดไฟแดงที่ไหนก็มักจะได้ยินเสียงพัดลมไฟฟ้าทำงานตลอด หรือเวลาจอดรถก็จะมักทำงานตลอดครับ ผมว่าอาจจะมีคนแอบรำคาญได้ แต่ผมว่าเป็นข้อดีเลยครับจะได้รักษาอุณหภูมิของเครื่องไม่ให้ร้อนจัดเกินไปได้

ในทางขึ้นเขาชันๆอุณหภูมิอยู่ที่ราว 90 องศาเซลเซียส


ในเมืองกับอากาศร้อนๆและรถติดอุณหภูมิอยู่ที่ราว 92 องศาเซลเซียส

ในการวิ่งด้วยความเร็วสูงไกลๆจนเครื่องเริ่มสะสมความร้อนจนเต็มที่มีความรู้สึกได้ว่าการเปลี่ยนเกียร์จะรู้สึกว่ายากกว่าตอนเครื่องเย็นหรือเครื่องอุ่นๆแบบรู้สึกได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนเกียร์ยากนะครับ แค่รู้สึกว่ามันไม่ลื่นเท่าตอนเครื่องเย็นก็เท่านั้นเอง หากได้น้ำมันเครื่องเกรดดีๆน่าจะช่วยในจุดนี้ได้ดีมากขึ้นครับ หากใครมีโอกาสก็ลองดูนะครับ

ระบบกันสะเทือนเป็นจุดที่ผมค่อนข้างชอบในการทดสอบขับขี่บนถนนจริงๆนั้นช่วงล่างถือว่าใช้งานได้ดีทั้งการขับขี่ในเมืองและในยามออกทริป เป็นช่วงล่างที่ค่อนข้างหนึบเมื่อยามเอาไปเล่นโค้งครับ จากการทอสอบขับขี่ในความเร็วสูงในโค้งร่วม 130 กม./ชม. เจอหลุมหรือเนินเล็กๆกลางโค้งรถไม่ออกอาการชกมวยให้เห็น หรือยามขี่ทางตรงๆด้วยความเร็วกว่า 140 กม./ชม. ก็ไม่ออกอาการส่ายใดๆให้เห็น ในจุดนี้เลยทำให้ผมค่อนข้างขี่เจ้า CF moto 250 NK ออกทริปได้สนุกมากทีเดียวครับ

ในด้านของระบบเบรกนั้นในส่วนของเบรกหน้าผมค่อนข้างพอใจเลยทีเดียวครับ เบรกได้ดั่งใจ ส่วนเบรกหลังผมรู้สึกเหมือนว่าจะออกแนวนุ่มๆไม่ได้หนึบและทำงานได้ทันใจมากนัก จากที่ได้ลองทดสอบกระแทกเบรกเพื่อดูการทำงานของ ABS ในด้านหน้าทำได้ดีมากเบรกจน ABS ทำงานรถไม่ออกอาการอะไรเลย ส่วนเบรกหลังต้องใช้แรงกระแทกพอสมควรระบบ ABS ถึงจะทำงานครับ

ยางถือว่าเกาะและหนึบมากๆ เข้าโค้งกันไปแบบล็อคคันเร่งได้สบาย แต่จะติแค่อย่างเดียวก็คือตัวยางมีหน้ายางที่น้อยเกินไป หากเข้าโค้งแรงๆต้องอาศัยยกรถให้ตั้งขึ้นเพราะไม่งั้นอาจจะหมดสัมผัสของหน้ายางกับถนนได้ เรียกได้ว่าเวลาออกทริปเล่นโค้งกินเต็มหน้ายางแน่นอน หากใครที่เป็นสายพับนอนเข้าโค้งแนะนำเปลี่ยนยางให้กลมๆมีหน้ายางมากกว่านี้หน่อยจะดีขึ้นครับ

จากการขับขี่ในแบบซัดกระจายการเดินทางในช่วงความเร็ว 100-140 กม./ชม. แทบตลอดเส้นทางอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 28.5 กม./ลิตร ซึ่งหากขับขี่โดยทั่วๆไปไม่ใช้รอบสูงตลอดเวลาน่าจะทำได้ราว 30 กลางๆ กม./ลิตร ได้สบายๆครับ

สำหรับใครที่กำลังเล็งๆรถในสไตล์ Naked bike ผมคิดว่า CF moto 250 NK น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ ด้วยราคาที่เรียกว่าซื้อรถตลาดได้ที่ราวๆ 150 ซีซี แต่หากซื้อ CF moto 250 NK ได้พละกำลังของเครื่องยนต์ 250 ซีซี กันเลยทีเดียว ไม่ต้องเสียเวลาซื้อรถ 150 ซีซี แล้วเอามาแต่งเอามาโมดิฟายให้เสียเวลาแถมลากได้ยาวๆไม่ต้องกลัวเครื่องพัง สำหรับ CF moto 250 NK ได้มีมา 2 รุ่น โดยที่ในรุ่น รุ่น Standard ราคา 87,500 บาท ส่วนในรุ่น ABS ราคา 95,500 บาทเท่านั้น ต้องบอกเลยครับว่าคุ้มจริงๆกับราคาและออฟชั่นที่ให้มาครับ สามารถเข้าไปดูตัวจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่าย CF moto ใกล้บ้านได้เลยครับ

ต้องขอขอบคุณทาง CF MOTO ChiangMai by Sangchai ที่เอื้อเฟื้อรถทดสอบในครั้งนี้ครับ ใครที่อยู่เชียงใหม่ หรือจังหวัดใกล้เคียงสามารถเข้าไปทดสอบขับขี่ได้เลยครับ มีทั้งรุ่น Standard และ ABS ให้ทดสอบครับ

Comments

comments