พาลุยพม่าหน้าฝน กับการพาไปเที่ยว มุลาอิ ขุนเขาแห่งศรัทธา แล้วคุณจะหลงรักที่นี่

เริ่มเข้าสู่ช่วงฝนกันแล้ว ในช่วงนี้เริ่มมีพายุฝนมาบ่อยๆ หลายๆคนเห็นฝนแล้วก็ต้องเบือนหน้าหนี ช่วงก่อนร้อนก็บ่น ตอนนี้ฝนมาก็บ่นกันอีกแล้ว จะออกทริปทีก็แสนลำบาก ต้องหาวันที่จะไม่มีฝน แต่พอขี่มอเตอร์ไซค์ออกบ้านไปไม่กี่กิโล ก็เปียกชุ่มฝนไปยันไข่แล้ว บางทีมันก็น่าเบื่อจริงๆเหมือนกัน แต่ในวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆออกไปเที่ยวในช่วงเริ่มเข้าฤดูฝนกัน ซึ่งเรียกว่าวัดดวงกันไปเลยหากไม่เจอฝนก็โชคดี หากเจอฝนก็ช่างมันครับ

ทริปนี้ผมจะพาเพื่อนๆข้ามไปเที่ยวที่ประเทศพม่ากันครับ ซึ่งที่จะไปก็คือ “มุลาอิ” เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธ ตั้งอยู่ในเขตปกครองกระเหรี่ยง DKBA เป็นสถานที่ศักดิ์ที่ชาวพุทธในพม่าจะไปแสวงบุญครับ เคยได้เห็นมีคนเคยไปเที่ยวมาแล้วมันช่างน่าไปซะจริงๆครับ “ตีมีดต้องตีตอนร้อน” เมื่อความอยากมาเยือน มันทำให้ผมไม่สามารถรอไปจนถึงหน้าหนาวได้ครับ คุยกันกับกลุ่มเพื่อนแล้วก็นัดวันเดินทางกันเลย โดยไม่สนเลยว่าตอนนี้กำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าฝนครับ

ผมเดินทางจากเชียงใหม่ ไปตามเส้นทางอำเภอสันป่าตอง – จอมทอง – ฮอด ก่อนแวะพักที่สวนสนบ่อแก้ว และเดินทางต่อไปยัง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

และเดินทางไปยังอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งการเดินทางในวันแรกก็ใช้เวลาแทบทั้งวันแล้วครับ กับระยะทางเกือบ 500 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางก็โดนฝนไปเต็มๆเหมือนกันครับ ก็เลยได้ค่อยๆขี่ลุยฝนกันไปเรื่อยๆ บางทีตกหนักมากๆก็จอดแวะพักบ้างครับ

มาถึงแม่สอดก็เย็นๆครับ ซึ่งทริปนี้ไปพักที่ “บ้านแสวงทรัพย์” ซึ่งเป็นบ้านของหนึ่งในผู้ร่วมทริปในครั้งนี้ ต้องขอบคุณมา ณ. โอกาสนี้ด้วยครับ ซึ่งเราต้องพักที่อำเภอแม่สอด 1 คืน ก่อนเดินทางต่อในเช้าๆของวันรุ่งขึ้นครับ

พวกเราตื่นกันตั้งแต่เช้าครับ เพราะต้องเดินทางต่อในวันนี้อีกร่วม 100 กิโลเมตร เพื่อไปยัง “มุลาอิ” ครับ

มีนัดกับทางกลุ่มเอนดูโร่แม่สอด และสมาชิกที่เดินทางมาจากจังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อจะเดินทางเข้าไปเที่ยวพร้อมกับพวกเราครับ ซึ่งงานนี้แต่ละคนมาพร้อมด้วยรถพร้อมลุย เพราะเช้านี้ฝนตก นั่นทำให้เกิดความวิตกพอสมควรครับ เพราะเท่าที่เคยได้ดูรีวิวของคนที่เคยไปเที่ยวที่ มุลาอิ มาแล้ว ส่วนมากจะบอกว่าทางค่อนข้างโหดขนาดว่าไปในช่วงหน้าแล้ง และ หน้าหนาว แต่ช่วงนี้ฝนที่อำเภอแม่สอดตกมาแล้วหลายวันจึงทำให้ค่อนข้างวิตกพอสมควรครับ แต่ไหนๆก็มากันแล้วก็ลุยครับ

จากอำเภอแม่สอด มุ่งตรงไปสู่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งก็เป็นถนนลาดยางปกติครับ

จากอำเภอพบพระเดินทางต่อไปยัง “บ้านมอเกอร์ไทย” ซึ่งพวกเราต้องได้ข้ามแดนที่นี่ครับ และได้ประสานงานกับผู้ที่จะพาพวกเราไปทำเรื่องที่ฝั่งพม่า เนื่องจากช่วงนี้ฝนตก น้ำในลำห้วยค่อนข้างเยอะจึงไม่เหมาะแก่การขี่ข้ามไปแน่นอน ขนาดรถวิบากลองวิ่งดูยังเกือบท่วมถังน้ำมัน จึงต้องได้เอารถข้ามสะพานไม้เล็กๆข้ามไปยังฝั่งพม่าครับ

การข้ามสะพานไม้ที่นี่มันก็เป็นอะไรที่คลาสสิคดีทีเดียวครับ

เมื่อเข้าไปข้างในพวกเราต้องได้เข้าไปติดต่อที่ทำการทหารกระเหรี่ยง DKBA เพื่อทำใบระบุว่าพวกเราได้เข้ามาเที่ยวกันครับ โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 150 บาท ซึ่งได้เอกสารพกติดตัวไป แต่อ่านไม่ออกครับ 555 กว่าจะได้เริ่มเดินทางกันก็ปาเข้าไปร่วม 10-11 โมงแล้วครับ

การเดินทางเข้าไปที่ มุลาอิ จะราวๆ 40 กิโลครับ ถามว่าไกลไหม? ก็ต้องบอกว่าไม่ไกลครับ แต่แค่เข้ามาไม่กี่กิโล กลุ่มนำหน้าก็เลยแยกที่จะไปมุลาอิเสียแล้ว ต้องได้เสียเวลารออีกร่วมครึ่งชั่วโมงเหมือนกันกว่าจะย้อนกลับมาได้ครับ นั่งคุยกับทหารพม่ารอไปพลางๆ คุยกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างก็สนุกดีครับ

คุยกันถูกคอ เลยแกะเอาพวงกุญแจให้พี่ทหารเขาไปครับ

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาก็เลยหาอะไรรองท้องกันตรงแยกนี้เลย เพื่อเตรียมลุยเข้าไปยาวๆครับ มาม่าที่พม่า ก็อร่อยดีนะครับ (ก็มาม่าบ้านเรานี่แหล่ะครับ)

หลังจากจุดแยกนี้เข้าไปแค่ไม่กี่กิโล ก็จะเริ่มเป็นทางดินครับ ที่ถูกถมด้วยหินที่โม่แล้ว ซึ่งปกติหากถนนแนวนี้ในบ้านเราหินจะก้อนเล็กๆ แต่ที่นี่หินนี่ก้อนใหญ่ๆเลยครับ นั่นเลยทำให้มีอาการสั่นคลอนไปทั้งตัวเหมือนกัน ช่วงล่างไม่ต้องพูดถึงครับ ขี่เส้นทางนี้สัก 2-3 วันเหมือนถูกใช้งานหนักมาร่วมปีเลยทีเดียวครับ

เดินทางเข้ามาร่วมชั่วโมงกับเส้นทางที่ไม่ถือว่าลำบากมากนักก็เข้ามาถึงหมู่บ้านสุดท้ายก่อนจะไปถึง มุลาอิ ซึ่งในจุดนี้ได้มีชาวบ้านได้แนะนำว่ารถหลายคันไม่น่าจะขึ้นไปได้ ด้วยเส้นทางที่ลำบาก และชาวบ้านเกรงว่าหากฝนตกลงมาจะเดินทางได้ลำบาก ซึ่งพวกเราก็เลือกที่จะเดินทางต่อหากไปไม่ไหวก็ค่อยกลับ ไหนๆก็มาถึงนี่แล้วจะให้ยอมได้ไง

เส้นทางหลังจากหมู่บ้านไปเริ่มลำบากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีการถมถนนด้วยหินโม่แบบที่ผ่านมา จะเจอกับดินผสมกับทรายซะเป็นส่วนมาก ในหลายจุดมีร่องน้ำให้ได้เห็นบ้าง บางครั้งขี่หลบร่องน้ำ กลายเป็นว่าผิดไลน์ที่จะขึ้นเขา ต้องถอยลงมาตั้งหลักเพื่อเปลี่ยนไลน์กันอยู่บ่อยๆเหมือนกัน

บางช่วงก็จะเจอทางที่เป็นหิน ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการขี่รถพอสมควร บางคันก็ล้มจนต้องได้เลือดก็มี จนคิดว่าอาจจะเกินความสามารถและกำลังของรถบางคันก็เลยต้องได้จอดไว้ แล้วซ้อนกันไปเพื่อจะได้รวดเร็วครับ

บางจุดก็เล่นเอาซะเหนื่อย แต่ก็เป็นโอกาสที่ได้แวะชมวิวสวยๆไปในตัว

มาถึงด่านสุดท้ายก่อนถึงยอดเขามุลาอิ หากใครที่จะขึ้นมานอนที่นี่ต้องมีการอาบน้ำ ชำระร่างกายก่อนขึ้นไปครับ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่ แต่พวกเราไม่ได้ขึ้นไปนอนเลยได้ ล้างหน้า ล้างมือ ก่อนขึ้นไปข้างบน บนภูเขามุลาอิ นั้นเต็มไปด้วยความเชื่อและศรัทธาของพี่น้องชาวกระเหรี่ยงพุทธ DKBA โดยที่การขึ้นไป จะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น ห้ามนำเหล้า และ เนื้อสัตว์ขึ้นไปด้านบน จะต้องทานเจครับ

หลังจากจุดนี้ไปจะมีจุดที่ขึ้นยากหลายจุด บางทีรถวิบากเองหากขึ้นผิดไลน์ก็ต้องลงมาตั้งต้นกันใหม่เลยครับ เจ้า Cafe Racer ในทริปนี้ก็เรียกได้ว่าลุยซะลืมสายพันธุ์ตัวเองเลยครับ

มีฝนปรอยๆลงมาเป็นพักๆ สลับกับหมอกฝนที่หนาแน่นปกคลุมไปทั่วทั้งม่อนดอย บางช่วงขี่รถไปเห็นแค่ระยะไม่กี่เมตร พวกเราก็แค่ภาวนาอย่าให้ฝนกระหน่ำลงมาเลย เพราะดูจากเส้นทางที่ผ่านมาก็พอรู้เลยว่าหากฝนตกลงมามันคงจะลำบากน่าดูครับ

เมื่อมาถึงที่ มุลาอิ เรียกได้ว่าจากฝนที่ตกและอากาศที่ชื้น ในพื้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกแทบทุกตารางนิ้ว ซึ่งหลังจากนี้พวกเราก็เตรียมตัวเดินขึ้นไปสักการะพระเจดีย์มุลาอิครับ ซึ่งที่มุลาอิจะมีกฏหลักๆอยู่ไม่กี่ข้อดังนี้ครับ
1.ห้ามมีเพศสัมพันธ์
2.ทานอาหารเจเท่านั้น ไม่ดื่มสุราของมึนเมาต่างๆ และไม่ฆ่าสัตว์
3.ห้ามถ่ายรูปคู่ชายหญิง
4.ห้ามชายหญิงจับมือถือแขน
5.ห้ามชายและหญิงนอนด้วยกันต้องนอนแยก
6.ห้ามผู้หญิงไปตักน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
7.ห้ามผู้หญิงขึ้นไปพระธาตุด้านบน ให้อยู่ที่พระธาตุด้านล่าง
8.ถอดรองเท้าก่อนขึ้นเจดีย์
9.ผู้หญิงห้ามใส่กางเกงต้องนุ่งผ้าถุง ผ้าซิ่น
10.ห้ามผู้หญิงทำอาหาร ให้ผู้ชายทำอาหารให้ทาน เพื่อที่ผู้หญิงจะได้บำเพ็ญตนแสวงบุญได้เต็มที่

การเดินขึ้นไปสักการะเจดีย์มุลาอิ ต้องถอดรองเท้าแล้วเดินเท้าเปล่าขึ้นไปครับ นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติครับ

เดินไปตามบันไดเรื่อยๆ อากาศหนาวๆ พร้อมลมพัดแรงๆ แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันครับ ระหว่างทางต้องตกใจเมื่อเจอ งูเขียวหางไหม้ นอนขดตัวอยู่ที่ราวทางเดิน สวยงามแต่อย่าไปยุ่งกะเขาดีกว่าครับ

เจดีย์มุลาอิ จะมีอยู่ 2 ยอด โดยยอดบนสุดจะสูงจากระดับน้ำทะเลราว 2,078 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นยอดเขาที่สูงไม่ใช่เล่นเหมือนกันครับ โดยในเจดีย์องค์แรกจะเป็นเจดีย์ที่ผู้หญิงสามารถขึ้นมาได้ครับ แต่หลังจากนี้อีก 20-30 เมตร ผู้หญิงจะไม่สามารถขึ้นไปได้ครับ

ขึ้นไปถึงเจดีย์มุลาอิ องค์ที่สอง ก็ยังคงได้เจอกับอากาศที่เต็มไปด้วยหมอก และลมแรงๆที่พัดเข้ามา ซึ่งพวกเราก็เลยถือโอกาส กราบไหว้ ขอพร และบริจาคเงินให้กับตู้บริจาคที่นี่ครับ

จะว่าไปแล้วแต่ได้มาถึงยอดเขามุลาอิ ประเทศพม่า แค่นี้พวกเราก็มีความสุขมากๆแล้วครับ ถึงจะได้เจอแต่ลม หมอก และฝนก็ตาม แต่หลังจากเราไหว้เจดีย์เสร็จ ฟ้าก็เปิด พร้อมแสงแดด และให้พวกเราได้มีโอกาสได้เห็นวิวที่สวยงาม ถึงแม้จะเห็นได้ไม่ทั้งหมด และฟ้าเปิดให้เราได้เห็นแค่ 1-2 นาที พวกเราก็ตื่นตาตื่นใจ และรู้สึกคุ้มที่ได้มาเที่ยวในครั้งนี้มากๆครับ

หากมาเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่หน้าฝนแบบนี้ เพื่อนๆอาจจะได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม และน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าที่พวกผมมากันในครั้งนี้ก็ได้ครับ ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ผมคงได้หาโอกาสกลับมาเที่ยวอีกสักครั้งครับ

* ภาพจาก http://peoplecreatephoto.blogspot.com/2019/03/blog-post_18.html

ขากลับลงมาก็เกือบเย็นแล้ว ฝนเริ่มตกหนักลงมาเรื่อยๆ พวกเราหวังว่าจะกลับไปฝั่งไทยได้ก่อนทุ่ม แต่จากฝนที่ตกลงมาเล่นเอาถนนที่ลาดชัน กลับทำให้ยากขึ้นอีกหลายเท่า บางเนินรถยนต์ยังต้องพันโซ่ที่ล้อ และลากวินซ์ขึ้นไปไม่งั้นขึ้นเขาไม่ได้ครับ

ซึ่งพวกเราก็ได้เจออุปสรรคค่อนข้างเยอะทั้งโคลนที่เข้าไปอัดในบังโคลนจนล้อหมุนไม่ได้ โคลนและหินเข้าไปติดในร่องสเตอร์หน้า ต้องรื้อกันดึกๆกลางป่าที่มืดสนิท และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ กว่าจะข้ามออกมาฝั่งไทยได้ก็เกือบเที่ยงคืนครับ ซึ่งถือว่าเป็นทริปที่โหด มันส์ ฮา จริงๆสำหรับทริป มุลาอิ ประเทศพม่าทริปนี้ครับ

เมื่อข้ามมาฝั่งไทยเจ้าหน้าที่บอกว่าหลังจากนี้ มุลาอิ จะปิดไม่ให้ขึ้น จะเปิดให้ขึ้นได้อีกทีช่วงหน้าหนาว อยากแนะนำเพื่อนๆเลยว่าหากใครที่ชอบท่องเที่ยวแนวนี้ และอยากมาเที่ยวที่ มุลาอิ เตรียมแผนไว้ให้ดีๆเลยครับ แล้วคุณจะหลงรักที่นี่ครับ

มุลาอิ ขุนเขาแห่งศรัทธา

Comments

comments