รีวิว&ทดสอบ Stallions maKina 250SP จัดหนักซะจนลืมสายพันธุ์

สวัสดีครับเพื่อนๆจากที่ผมเป็นผู้โชคดี 1 ใน 5 คนที่ได้รับเจ้า Stallions maKina 250SP มาทดสอบเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม เรียกได้ว่าห่างหายไปนานมากกับการรีวิวและทดสอบรถจากทาง Stallions ซึ่งเมื่อได้มีโอกาสได้รีวิวรถมอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทยอีกครั้ง แน่นอนสำหรับผมจะทดสอบแบบทั่วๆไปคงมีคนทำมากมาย ขอจัดเอาซะลืมชาติกำเนิดซะเลยก็แล้วกันครับ

ซึ่งการทดสอบในครั้งนี้ผมวางแปลนไว้ที่ 1,000+ กิโลเมตร แต่…แค่ขี่ทางถนนทั่วไปมันก็ไม่สนุกละสิครับ งานนี้ผมวางเป้าว่า มันต้อง โหด ให้ถึงที่สุด ดูซิว่ารถแบรนด์ไทยในสไตล์ คาเฟ่เรเซอร์ อย่างเจ้า Stallions maKina 250SP คันนี้ จะทนได้สักกี่น้ำ

ผมวางแผนทริปในการทดสอบในครั้งนี้โดยวางเป้าหมายการทดสอบ ไทย-พม่า โดยการพาไปทดสอบเที่ยวจุดท่องเที่ยวอีกจุดที่สายลุยชอบไปกัน นั่นก็คือ “มุลาอิ” ประเทศพม่าครับ กับการขี่รถลุยป่าเข้าไปสักการะเจดีย์มุลาอิ ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลร่วม 2,078 เมตรครับ

แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Stallions maKina 250SP คันนี้กันก่อนครับ โดยที่เจ้า maKina เป็นรถรุ่นล่าสุดจากทาง Stallions ที่ซุ่มพัฒนารถรุ่นนี้อยู่นานมาก โดยในชื่อ maKina จะทำออกมา 2 รุ่นก็คือรุ่น 150 ซีซี และ 250 ซีซี ที่ผมได้รับมาทดสอบในครั้งนี้ครับ

Stallions maKina 150

Stallions maKina 250SP ถูกออกแบบมาในสไตล์ คาเฟ่เรเซอร์ เอกลักษณ์ของรถสไตล์นี้ก็คือ แฮนด์หมอบ และ ชุดพักเท้าที่ตำแหน่งการวางเท้าจะออกไปทางเรซซิ่ง นี่คือลักษณะเด่นๆเลยของ คาเฟ่เรเซอร์ ครับ ครั้งแรกที่ได้เห็นต้องบอกเลยว่ามันดูหล่อเอาการเลยครับ อารมณ์มันจะกลิ่นอายไปในทิศทางเดียวกับรถยุโรปอย่าง Triumph ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามันดูหล่อทีเดียวครับ

จุดเด่นแรกที่เห็นในตัว Stallions maKina 250SP ก็คือตัวโครงรถแบบเปลคู่ ซึ่งมีความแข็งแรงซึ่งผมมองว่าทาง Stallions อาจจะวางแผนใช้โครงตัวนี้ในการยัดเครื่องที่ใหญ่ขึ้นเช่น 400 ซีซี ในอนาคตได้อย่างสบาย พร้อมทั้งชุดพักเท้าเกียร์โยง CNC ที่หล่อมาตั้งแต่โรงงานไม่ต้องแต่งให้เสียเวลาครับ

มาดูกันที่ช่วงหน้า โช้คหน้าแบบหัวกลับอัพไซด์ดาวน์ ขนาดเขื่องๆ 41 มม. ที่ทำมาเพื่อการปรับแต่งจริงๆครับ ด้วยการทำให้มีระยะเพื่อการเลื่อนโช้คให้สูงหรือต่ำลงได้ค่อนข้างเยอะ จึงทำให้คนที่อยากแต่งทำได้ง่ายๆ และตัวโช้คหน้าเองยังมีให้ปรับความแข็งอ่อนได้ถึง 25 ระดับ โดยปรับได้โดยใช้ไขควงแบนหมุนที่บนหัวโช้คได้เลย ชุดแฮนด์หมอบแบบจับใต้แผงคอ ทำให้ได้อารมณ์หมอบได้แบบเต็มๆ หากใครที่ยังคิดว่ามันยังหมอบไม่พอก็สามารถหมุนปรับเองได้อีกด้วยครับ

เมื่อดูกันที่ช่วงหน้าแล้วก็เลยมาจนถึงเรือนไมล์แบบกลม 2 อัน เป็นแบบอนาล็อคผสมดิจิตอล ซึ่งออกแบบได้ดูลงตัว มีความคลาสสิค ไม่ได้มีออฟชั่นเสริมใดๆเกี่ยวกับเรือนไมล์มากนักครับ ส่วนตัวอยากให้มีออฟชั่นเพิ่มเติมอย่างการจับทริปน่าจะดีไม่น้อยครับ

ระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED แบบมีวงแหวน ดวงโตให้ความสว่างที่ต้องยอมรับเลยว่าสว่างมากเพียงพอต่อการใช้งานในยามค่ำคืนได้แบบสบายๆครับ ส่วนไฟท้ายก็เป็นแบบ LED ครับ

ถังน้ำมันความจุ 15 ลิตร ที่มีการเล่นลวดลายด้วยการคาดด้วยโลหะ ทำให้ได้ความดุ และเพิ่มความพรีเมี่ยมเข้าไปให้กับตัวรถได้พอสมควรเลยทีเดียว และเบาะก็เป็นทรงตูดมดให้อารมณ์ คาเฟ่เรเซอร์ และยังสามารถใช้งานซ้อนได้ปกติครับ

ด้านระบบกันสะเทือนหลังเป็นโช้คแก๊สแบบมีซับแท้งค์ ซึ่งมีมาให้หมดทั้งการปรับ Pre load แบบสตรัท , ปรับรีบาวน์ รวมไปถึงยังสามารถปรับน๊อตเพื่อเพิ่มความสูงได้อีก 10 มม. มีมาให้ครบจริงๆครับ

ในด้านล้อเป็นล้อซี่ รัดด้วยยางของ IRC ในรุ่น iZ-S ยางหน้าขนาด 120/70-17 ส่วนยางหลังขนาด 160/60-17 ให้ยางมาขนาดใหญ่ทีเดียว ซึ่งสายแบนโค้งก็น่าจะพอรู้ถึงประสิทธิภาพจากยางรุ่นนี้กันพอสมควรเลยครับ

ในด้านระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลัง โดยในล้อหน้าเป็นแบบดิสก์คู่ เรเดียลเม้าท์ ที่ต้องบอกเลยว่าตัวปั๊มหล่อมากทั้งปั๊มบนและปั๊มล่างครับ ในส่วนเบรกหลังก็ดูหล่อเข้ากับตัวรถครับ

สำหรับเครื่องยนต์ของเจ้า Stallions maKina 250SP นั้นเป็นเครื่องยนต์ขนาด 223 ซีซี SOHC 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศพร้อมออยคูลเลอร์ 6 เกียร์ ระบบจ่ายน้ำมันแบบคาร์บูเรเตอร์ ระบบสตาร์ทไฟฟ้าครับ

จากที่ได้ลองคล่อมเจ้า Stallions maKina 250SP ต้องบอกเลยว่าให้ท่าทางการขับขี่ที่ขับขี่ได้ไม่ยากมากนัก ท่าทางไม่ฝืน ทั้งองศาแฮนด์และตำแหน่งเบาะ และการวางเท้าถือว่าทำได้ดี หากคนที่ไม่เคยขี่รถแนวสปอร์ตหรือรถในแนวคาเฟ่เรเซอร์ อาจจะรู้สึกว่าก้มไปบ้างต้องใช้เวลาในการปรับตัว รวมถึงจัดท่าขับขี่สักพักก็จะคุ้นชินครับ

ส่วนตัวจะมีแอบอยากปรับอยู่บ้างบางจุดก็คือ ก้านเบรคหลังที่ค่อนข้างสูงไปหน่อย เวลาวางเท้าหากต้องการเอาเท้าวางไว้บนเบรก จะต้องได้ฝืนข้อเข้าขึ้นมานิดหน่อย ยิ่งหากใส่รองเท้าที่ล็อคข้อเท้าจะรู้สึกว่าลำบากไปบ้าง และก้านเบรกจะอยู่ค่อนไปทางด้านในมากเกินไปบางครั้งเวลาเทโค้งซ้าย แล้วต้องการเบรกอาจจะเหยียบวืดๆไปบ้าง หากทำให้ก้านเบรคลงศาต่ำลงไปและก้านยื่นออกมาข้างนอกอีกซัก 1 นิ้ว คงจะดีกว่านี้มากครับ

จากการขี่แบบยิงยาวๆ วันเดียวเกือบ 500 กิโลเมตร ก็พอจะจับอาการรถได้ค่อนข้างมาก รถให้ความรู้สึกการขับขี่ที่ค่อนข้างมั่นใจ ทั้งการขับขี่ซอกแซกในช่วงรถติด หรือ การยิงยาวๆด้วยความเร็ว 100+ ขึ้นไปรถก็นิ่งไม่ออกอาการสั่นหรือส่ายแต่อย่างใด

ช่วงล่างของเจ้า Stallions maKina 250SP ต้องบอกเลยว่าทำมาเพื่อการเทโค้ง เล่นโค้งได้อย่างสนุก ไม่ออกอาการยวบหรือย้วยแต่อย่างใด แต่หากเป็นการขับขี่ทั่วๆไปจะรู้สึกว่าอาจจะแอบติดแข็งไปบ้าง ซึ่งในจุดนี้คงต้องเซ็ทกันเอาเองตามความชอบของแต่ละคนครับ

ซึ่งการเข้าโค้งได้แบบโหดๆก็เป็นผลพวงจากช่วงล่างรวมมาถึงยาง IRC iZ-R ที่เกาะถนนได้เป็นอย่างดี มั่นใจได้ว่าเทไปจนเข่าเช็ดพื้นได้เลยครับ แต่..ส่วนตัวมองว่าตัวยางที่ให้มาจะโอเวอร์ไซส์ไปหน่อย ด้วยขอบล้อที่ให้มาหากใส่ล้อหน้าไซส์สัก 110 ล้อหลังไซส์สัก 130 ทุกอย่างน่าจะเพอเฟคกว่านี้ครับ และหน้ายางก็จะกินเต็มพอดี รีดประสิทธิภาพของยางและตัวรถออกมาได้มากกว่านี้ครับ เพราะหากยางไซส์ที่ให้มา ต่อให้แบนโค้งจนหูแตะพื้นยางก็กินไม่เต็มหน้ายางครับ จะกินแค่ช่วงกลางๆเท่านั้นครับ

ระบบเบรกไม่ต้องพูดถึงครับ สั่งได้ดั่งใจทั้งหน้าและหลัง โดยเฉพาะเบรกหน้าแบบคู่ทำงานได้ค่อนข้างดีทีเดียวสั่งหยุดได้ดั่งใจไม่ออกอาการเป๋แต่อย่างใดครับ

เครื่องยนต์ของเจ้า Stallions maKina 250SP จะให้ความรู้สึกที่ดีในช่วงต้น-กลาง ครับ ส่วนปลายจะไม่ได้มีกำลังมากเท่าไหร่ครับ ในช่วง 0-100 จะขี่ได้สนุกบิดติดมือ แต่หากเกิน 100 ไปจะค่อยๆมา และจะไปวนเวียนอยู่ในช่วงเกือบๆ 120 กม./ชม. ครับ

และเมื่อในยามพาเจ้า Stallions maKina 250SP เข้าไปลุยสู่เจดีย์มุลาอิ ในเขตพม่า เรียกได้ว่าเป็นทางของรถในแนววิบากชอบไปขี่กัน ซึ่งการนำเอารถในแนวคาเฟ่เรเซอร์ในครั้งนี้จึงเรียกได้ว่าเอารถผิดประเภทเข้าไปกันเลยครับ

จากการเจอทั้งเนินที่ชันๆที่รถวิบากหลายคันยังขึ้นลำบาก เจ้า Stallions maKina 250SP ก็ตะลุยขึ้นไปได้เช่นกัน กับทริปนี้เรียกได้ว่าใช้งานช่วงล่างของรถอย่างหนักหน่วงมากๆ ขี่เข้าออกแค่วันเดียวเกมือนขี่ใช้งานทั่วไปได้ร่วมปีแล้วครับ งานนี้จะรอดูแค่ว่าโช้คจะแตก แอนตาซิลจะได้จ่ายหรือเปล่า ก็ปรากฏว่าไม่มีแตกครับ

เมื่อสามารถขึ้นไปถึงยอดเขามุลาอิก็เล่นเอาสายวิบากหลายคันยังยกนิ้วให้ครับ แต่ในเส้นทางวิบากแบบนี้ก็อาจจะแลกมาด้วยแรงกระแทกที่ส่งขึ้นมาถึงตัวผู้ขับขี่ที่มาก อาจจะมีเมื่อย มีเหนื่อยกันบ้างครับ เพราะช่วงล่างไม่ได้เซ็ทมาเพื่อการนี้ครับ

ก็เรียกได้ว่าการทดสอบในครั้งนี้เป็นการพาเอาเจ้า Stallions maKina 250SP จากสายพันธุ์ คาเฟ่เรเซอร์ มาทดสอบทั้งในแบบเรซซิ่ง , ทัวร์ริ่ง และ แอดแวนเจอร์ จนลืมชาติกำเนิดเลยทีเดียว กับระยะทางไป-กลับ ร่วม 1,200 กิโลเมตร ซึ่งส่วนตัวมองว่าเอาไปจัดหนักขนาดนี้แล้วรอดมาได้ก็ถือว่าเจ้า Stallions maKina 250SP คันนี้ก็ถือว่าอึดทีเดียวครับ

สำหรับ Stallions maKina 250SP ทำออกมาขาย 4 สี ได้แก่ สีเทา-ดำ/สีแดง-เทา-ดำ/สีดำ/สีขาว-ฟ้า-ดำ ในสนนราคา 85,900 บาท ก็ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของคนที่สนใจรถในสไตล์ คาเฟ่เรเซอร์ อีกรุ่นหนึ่งในไทย และที่สำคัญก็เป็นแบรนด์ของคนไทยเองด้วย หากใครสนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Stallions ทั่วประเทศครับ

คลิปรีวิว&ทดสอบ Stallions maKina 250SP

Comments

comments