รีวิว & ทดสอบ GPX Legend 250 Twin กับรถ 2 สูบ 250 ซีซี ในราคา 79,500 บาท!! The Iconic Reborn

สวัสดีครับเพื่อนๆเรียกได้ว่าช่วงนี้ผมเองรีวิวและทดสอบรถอย่างต่อเนื่องเลยสำหรับรถจากทาง GPX รถแบรนด์ไทยของเรานี่เอง ซึ่งหลังจากเปิดตัวรัวๆไป 3 รุ่น ซึ่งได้แก่ Legend 250 Twin , RAPTOR 180 และ POPz 125 ซึ่งจากครั้งก่อนได้ รีวิว GPX Raptor 180 ไปแล้ว ในวันนี้จะพาเพื่อนๆไปรีวิวและทดสอบ GPX Legend 250 Twin กันบ้างครับ

เรียกได้ว่า GPX Legend ได้ทำการตลาดมาตั้งแต่ปลายปี 2015 มาจนถึงตอนนี้ ก็ได้มีโมเดลออกมาให้ผู้บริโภคใช้งานกันตลอด ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้ขับขี่หลายรุ่นครับ รวมไปถึง Legend 150S ที่เป็นรถคู่กายสำหรับออกทริปก็น่าจะปีกว่าๆละเห็นจะได้ครับ ซึ่งผมเองก็ใช้งานทั้งขี่ยาวๆออกทริปไกลๆ 1-2,000 โลก็หลายๆครั้ง ซึ่งรวมๆแล้วผมเองก็ใช้งานมาร่วม 30,000 กิโลแล้วสำหรับ Legend 150S ครับ

GPX Legend 150S

ซึ่งล่าสุดทาง GPX ก็ได้มีการเปิดตัว GPX Legend 250 Twin ซึ่งผมเองก็ค่อนข้างตาลุกวาวเหมือนกัน ด้วยการทำออกมาเป็น Legend สองสูบรุ่นแรก ในพิกัด 250 ซีซี ผมเชื่อนะว่ากลุ่มผู้ใช้ Legend หลายๆคนต้องมีแอบอิจฉากันบ้าง รวมไปถึงคนที่กำลังมองๆรถในแนว Retro อยู่ไม่น้อยครับ และผมเองก็ได้มีโอกาสจับเอาเจ้า GPX Legend 250 Twin มารีวิวและทดสอบแบบเบาๆในครั้งนี้ครับ เลยขอมาเล่าถึงความรู้สึกที่รับรู้ได้จากเจ้า Legend 250 Twin คันนี้ จากคนที่ใช้งาน Legend จริงๆจังๆแบบผมครับ

การออกแบบของเจ้า GPX Legend 250 Twin ยังคงมีพื้นฐานจาก Legend ครับ แต่มีการทำให้ดูมีความโมเดิร์น และยัดความทันสมัยลงไปมากขึ้น สมกับคอนเซป The Iconic Reborn ซึ่งในตัว Legend 250 Twin จะทำออกมาในสไตล์รถ คาเฟ่เรเซอร์ ครับ ซึ่งต้องบอกเลยว่าดูแน่น ดูน่าขี่มากๆครับ ซึ่งตัวรถที่ดูมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้กลุ่มของผู้ใช้รถกว้างขึ้นไปด้วย คนในกลุ่มคนรักคลาสสิคเองก็น่าจะชอบ รวมไปถึงกลุ่มของวัยรุ่น หรือคนที่มีสไตล์ก็น่าจะชอบความโมเดิร์นที่ยัดเข้าไปใน GPX Legend 250 Twin รุ่นนี้ครับ

ไฟหน้าแบบ LED ที่ดูทันสมัย พร้อมกับไฟ Daylight ที่แบ่งช่องไฟหน้าออกเป็น 2 ช่อง ไฟต่ำ-สูง จุดนี้ต้องยอมรับเลยว่า GPX ทำออกมาได้สวยจริงครับ ไฟท้าย LED ไฟเลี้ยว ทรงเดิมที่ดูเข้ากับตัวรถครับ

เรือนไมล์ทรงกลมคล้ายๆแบบเดิม แต่ได้เปลี่ยนเป็นแบบ Full Digital แสดงผลค่าต่างๆได้อย่างครบ โดยจะมีปุ่มกดเปลี่ยนฟังก์ชั่นต่างๆที่ใต้เรือนไมล์ โดยสามารถเปลี่ยนค่าความเร็วจาก กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น ไมล์/ชั่วโมง ได้ครับ จะมีแอบติอยู่ที่ตำแหน่งแสดงไฟ Engine เครื่องยนต์ จะทำสีส้มสว่างไปหน่อย ยังแอบตกใจเลยว่าไฟ Engine แสดงขึ้นมาทำไม นึกว่าเครื่องมีปัญหาอะไร หากทำให้สีมืดลงหน่อยคงดีครับ

แฮนด์จับโช้ค ในแนวคาเฟ่เรเซอร์ แต่ไม่ได้ทำองศาเอียงลงมากนัก ขนาดกว้างกำลังดี ทำให้เวลาขับขี่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องโน้มตัว หรือทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่แฮนด์มากนัก ทำให้ขี่ได้ค่อนข้างสบายครับ กระจกติดอยู่ที่ปลายแฮนด์ ตัวแผงคอเล็งเห็นมีรูอยู่ 2 รูถูกปิดด้วยพลาสติก ในจุดนี้ผมเองชอบเลยทีเดียวครับ ใส่แฮนด์บาร์น่าจะสวยทีเดียวครับ

โช้คหน้าแบบหัวกลับอัพไซด์ดาวน์สีเงินที่หล่อเข้ากับตัวรถ จะมีการเซาะร่องเพื่อให้ขายึดไฟหน้าจับตรงร่องของโช้ค ซึ่งน่าจะเป็นปัญหานิดหน่อยของสายคัสตอม เพราะเวลาเอาไปแต่งเช่นโหลด หรือ เปลี่ยนแฮนด์บาร์แล้วขยับโช้ค ไฟหน้าจะเลื่อนตาม หากไม่อยากให้เลื่อนก็ต้องดีดแปลงกันสักหน่อยครับ

ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คแก๊สของ YSS แบบปรับได้แบบสตรัทปรับเกลียว ที่ดูสวยงามและเข้ากับตัวรถครับ

ถังน้ำมันใหม่สวยงาม ความจุ 14.5 ลิตร ที่สวยงามเลยก็คือมีการออกแบบโลโก้รูปตัว L สัญลักษณ์ Legend แบบตัวนูนสีโครเมียมสวยงามครับ พร้อมกับติดตั้ง Tank Pad เป็นยางสีดำอยู่ข้างถัง เพื่อสามารถหนีบถังได้อย่างมั่นคงครับ

เบาะนั่ง ทรงสวยที่ทำเป็นวัสดุ 2 แบบเพื่อให้เกิดความต่างของการเล่นสี และด้วยรูปทรงนี้ทำให้นั่งได้สบายทั้งคนขี่และคนซ้อนครับ จุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่ผมค่อนข้างชอบเลยครับ

ฝาครอบด้านข้างที่ออกแบบใหม่ให้ดูมีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น คาดด้วยสติ๊กเกอร์ 250 twin ที่ดูคลาสสิคและสวยงามครับ

ล้อเป็นล้อแม็ครัดด้วยยางหน้าขนาด 110/90-17″ ส่วนยางหลังขนาด 130/90-17″ ในด้านระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรคคู่ ส่วนด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเช่นเดียวกันครับ

โครงรถพื้นฐานเดิม เสริมเปลคู่ด้านล่างเพื่อเพิ่มความแข็งแรง และเพื่อรองรับกับเครื่องยนต์ 250 ซีซี ใหม่ที่เข้าประจำการในรถครับ

มากันที่เครื่องยนต์ของเจ้า GPX Legend 250 Twin กันบ้าง โดยที่เครื่องยนต์เป็นแบบ 4 จังหวะ 2 สูบเรียง SOHC 234 ซีซี กำลังอัด 9.2:1 ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมกับออยคูลเลอร์ใบใหญ่ ใหญ่ซะจนผมยังแอบคิดว่าเป็นหม้อน้ำเลยทีเดียว จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด GPX FI เกียร์แบบ 6 Speed ซึ่งต้องบอกเลยว่าเครื่องยนต์บล็อคนี้เมื่อถูกวางลงไปใน Legend มันทำให้รถดูแน่น ดูบึกบึน และเข้ากันมากครับ

ท่อไอเสียออกมา 2 ท่อจากเครื่องยนต์ ก่อนมารวมกันเป็นท่อเดียว ท่อออกแบบได้สวยงาม อีกทั้งเสียงที่ได้มาก็ได้อารมณ์ที่ทุ้ม นุ่ม เพราะมากครับ อารมณ์มันจะคล้ายๆขี่รถพวก 4 สูบรุ่นเก่าๆ มันได้อารมณ์ดีครับ

จากการได้ทดสอบขับขี่จากการที่ได้คล่อมรถแล้วพบว่าท่านั่งต่างๆทำได้ค่อนข้างสบาย กับการวางเท้าที่พอเหมาะเลยทำให้ค่อนข้างนั่งขี่ไปยาวๆได้ดี อาการเมื่อยจากแฮนด์แบบจับโช้คของ Legend 250 Twin ด้วยเบาะที่นั่งได้สบายไม่หนามากจึงทำให้เวลาขับขี่น้ำหนักไม่ถูกกดไปยังช่วงหน้ามากนักเหมือน Legend รุ่นก่อนหน้านี้จึงทำให้อาการเมื่อยไม่มีให้เห็นมากมายนักครับ การเลี้ยวต่างๆก็ทำได้ดีขึ้น แต่ก็ยังถือว่าไม่คล่องตัวเท่ารถ Naked bike ครับ ส่วนตัวมองว่าหากเป็นแฮนด์บาร์ออกมาจะมีความคล่องตัวที่มากขึ้นอีกมากครับ

ระบบกันสะเทือนผมค่อนข้างพอใจนะ ถึงจะไม่มีโอกาสเอาไปซัดเล่นโค้งเพื่อเอามาเล่าให้เพื่อนๆฟังได้ แต่จากการใช้งานก็พบว่าการใช้งานในเมืองนั้นทำได้ดีทีเดียว ซับแรงทั้งในทางเรียบหรือหลุมบ่อก็ทำได้ดีครับ เอาไปลองโค้งเล่นเบาๆก็พบว่าตอบสนองได้ดีทั้งหน้าและหลัง ไม่ออกอาการย้วยหรือดีดเด้งให้เห็น ซึ่งหากเป็นการใช้งานโดยทั่วๆไปผมว่าทำได้ดีเลยครับ แถมไม่พอหากไม่พอใจก็ยังสามารถปรับเองได้ด้วยจุดนี้คงช่วยผู้ใช้งานได้เยอะเลยครับ

ระบบเบรกถูกใจเลยครับ เบรกหน้าถึงจะเป็นแบบดิสก์คู่แต่ก็ไม่ได้เบรกจนทำเอาตกใจได้ เบรกทำได้ดีตั้งแต่การไล่น้ำหนักเบรกไปเรื่อยๆ หรือการกดกระแทกเบรกก็ทำได้ดีเลยครับ ส่วนเบรกหลังเองก็ตอบสนองการใช้งานได้ดีครับ

ยางที่ให้มานั้นส่วนตัวผมมองว่าหากเป็นการใช้งานทั่วๆไปก็สามารถทำได้ดีครับ หรือจะเอาไปออกทริปก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งครับ

เครื่องยนต์ของเจ้า Legend 250 Twin ผมต้องบอกเลยว่าจะให้อารมณ์ที่คนละแบบกับ Legend ในรุ่นก่อนหน้านี้ที่เป็นสูบเดียวครับ ความรู้สึกที่ได้จาก Legend 250 Twin นั้นจะให้ความรู้สึกของกำลังเครื่องยนต์ที่ดูนุ่มนวลกว่า เวลาบิดคันเร่งผนวกกับเสียงเครื่องยนต์ที่ออกมามันช่างไพเราะและให้อารมณ์ที่ดีอย่างบอกไม่ถูกครับ (หากใครเคยขี่รถสี่สูบยุคเก่าอาจจะพอเข้าใจอารมณ์นี้ครับ) มันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

นิสัยของเครื่องยนต์บล็อคนี้จะไม่ได้โดดเด่นในรอบต้น แต่จะให้ความสนุกในรอบกลางถึงปลายมากกว่า การขับขี่เปลี่ยนเกียร์ในรอบ 4-5,000 รอบขึ้นไป ทำได้สนุกและต่อเนื่อง อีกทั้งส่วนตัวผมรู้สึกว่าการเปลี่ยนเกียร์วนเวียนอยู่ในช่วงรอบกลางๆจะเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายและเข้ากับลักษณะนิสัยของเครื่องยนต์มากกว่าการเปลี่ยนเกียร์ที่รอบต่ำครับ

ด้วยการทดสอบขับขี่ในครั้งนี้ผมมีเวลาแค่ 1 วัน ผนวกกับขับขี่ทดสอบในตัวเมือง แถมไม่พอเจอฝนลงมากระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตาอีก หลายๆอย่างจึงไม่สามารถเก็บมาเล่าให้เพื่อนๆฟังได้หมดครับ มีโอกาสลองกระแทกคันเร่งไปได้ที่ราวๆ 120 กม./ชม. ไม่ได้บิดจนสุดเพื่อดู Top Speed แต่จากลักษณะของเครื่องยนต์และดูจากคันเร่งและรอบเครื่องที่เหลือผมว่าน่าจะไปแตะได้ในช่วง 130-140 กม./ชม. ได้แบบไม่ยากนักครับ ไว้หากมีโอกาสได้จับคันนี้เพื่อทดสอบยาวๆอีกครั้ง ขึ้น-ลงเขาเป็นยังไง , วิ่งแช่ไกลๆเป็นยังไง , Top Speed เท่าไหร่ , โค้งหนักๆเร็วๆเป็นยังไง หรือ กินน้ำมันแค่ไหน ผมจะมาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังอีกครั้งครับ

หากใครที่กำลังมองหารถในแนวนี้อยู่ GPX Legend 250 Twin ก็เป็นอีกตัวเลือกที่คุ้มค่าและน่าสนใจไม่น้อยครับ ซึ่งทาง GPX ได้ทำออกมาจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำด้าน , แดง และ ดำเงาที่ผมเอามารีวิวในครั้งนี้ครับ สำหรับสนนราคาของ GPX Legend 250 Twin นั้นอยู่ที่ 79,500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เร้าใจ คุ้มค่า และน่าสนใจจริงๆครับ ใครที่กำลังมองหาสามารถเข้าไปดูตัวจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่าย GPX ทั่วประเทศครับ

Comments

comments