รีวิว & ทดสอบ GPX MAD 300 จัดให้หนัก เชียงใหม่-หัวหิน ไปกลับร่วม 2,000 กิโลเมตร บ้าไปแล้ว!!

สวัสดีครับเพื่อนๆ ครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการรีวิวและทดสอบแบบหนักๆกันอีกครั้งกับการทดสอบ GPX MAD 300 กับรถในสไตล์ Sport Naked Custom ซึ่งเป็นรถที่มีเครื่องยนต์บล็อคใหม่แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ในพิกัด 300 ซีซี ซึ่งแน่นอนว่าพอเป็นเครื่องยนต์บล็อคใหม่ สิ่งที่หลายๆคนมักถามผมมาก่อนหน้านี้ก็คือ มันจะทนไหม วิ่งไกลได้ไหม นั่นจึงทำให้ผมต้องทดสอบ GPX MAD 300 คันนี้ให้หนักๆ เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ของคนที่กำลังเล็ง MAD 300 คันนี้ไว้ หรือ กำลังมองหารถในพิกัด 300 สักคันครับ

โดยการทดสอบในครั้งนี้ผมเดินทางจาก เชียงใหม่ ไป หัวหิน โดยไป-กลับ มีให้เห็นแน่นอนครับ 2,000 กิโลเมตร เชื่อเลยว่าเป็นการทดสอบที่จัด MAD 300 คันนี้ให้หนักๆเลยครับ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ GPX MAD 300 คันนี้กันก่อนครับ

GPX MAD 300 เป็นรถในสไตล์ Sport Naked Custom ซึ่งต้องบอกเลยว่าด้วยการออกแบบนั้น ทำให้ได้อารมณ์ของรถที่ถูกตกแต่งมาบ้างแล้วในหลายๆส่วน ตัวรถเมื่อมองดูจะมีความแปลกใหม่ ด้วยดีไซน์ที่แปลกตา ซึ่งช่วงหลังๆมาทาง GPX ได้มีการออกแบบรถโดยเน้นดีไซน์เข้ามาในตัวรถค่อนข้างมากขึ้นครับซึ่ง MAD 300 เองก็เป็นเช่นนั้นครับ

มากันที่ช่วงหน้าของตัวรถนั้นเป็นไฟหน้า LED ที่ไม่ใช่ทรงกลมและทรงสี่เหลี่ยม มันถูกจับมารวมกันได้ดูเข้าที โดยในส่วนของไฟต่ำ-สูง นั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 ชั้น มีไฟ Daylight อยู่ด้านล่างและด้านข้าง เป็นเอกลักษณ์ของทาง GPX เลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งจากการใช้งานผมพอใจมากครับ ไฟให้ความสว่าง และกระจายแสงที่ดีมากๆ เดินทางในช่วงกลางคืนหายห่วงครับ

ในด้านไฟท้ายก็เป็นแบบ LED ไฟหรี่เป็นรูปตัว U คว่ำ ส่วนไฟเบรคออกตรงกลางสว่างมั่นใจครับ ส่วนของไฟเลี้ยวเป็นรูปตัว U ทั้งหน้าและหลัง ในส่วนของด้านหลังจะไปติดตั้งที่กันดีด ซึ่งกันดีดแข็งแรงมากๆผมว่าน่าจะขึ้นเหยียบได้สบายๆเลยครับ จากการขับขี่ลุยฝนหนักๆ พบกว่ากันดีดก็ยังคงมีละอองปลิวขึ้นมาติดกระเป๋าบ้าง แต่ก็ไม่ได้มาเป็นน้ำมากมายจนถึงขั้นหลังเปียกโชก ซึ่งก็ถือว่าเป็นกันดีดที่ใช้งานได้ดีระดับหนึ่งครับ

เรือนไมล์เป็นแบบ Full digital LCD ที่เปลี่ยนสีได้ 3 สี ส้ม , แดง และ ขาว โดยการแสดงผลจะแสดง วัดรอบ , ความเร็ว ที่สามารถปรับได้เป็น กิโลเมตร/ชั่วโมง และ ไมล์/ชั่วโมง , ระดับน้ำมัน , ตำแหน่งเกียร์ , ระยะทางรวม และ ทริป ในส่วนของไฟเตือนการทำงานก็จะมี ไฟเลี้ยว , เกียร์ว่าง , อุณหภูมิเครื่องยนต์ , ไฟสูง และการทำงานของหัวฉีดครับ สวิตซ์กุญแจอยู่ในตำแหน่งด้านล่างของเรือนไมล์ โดยในด้านขวาก็มีช่อง Power Socket แบบ USB เพื่อสามารถใช้งานชาร์จอุปกรณ์ต่างๆได้ ซึ่งในการเดินทางผมเองก็ได้ใช้เสียบกับมือถือเพื่อที่จะใช้งานมือถือเป็น GPS นำทางครับสะดวกเลยครับ

แฮนด์เป็นแบบแฮนด์บาร์ ที่ค่อนข้างกว้าง ให้อารมณ์การขับขี่คล้ายกับรถโมตาด หากคนที่ชื่นชอบรถในแนวโมตาดน่าจะคุ้นชินกับแฮนด์ลักษณะนี้ แต่หากคนที่ชื่นชอบการขับขี่ในแนวทัวร์ริ่งอาจจะรู้สึกเมื่อยบ้างนิดหน่อยหากเดินทางไกลๆครับ สวิตซ์ทั้งซ้ายและขวาก็มีการใช้งานมาตรฐานมาให้อย่างครบถ้วน จะสะดุดตาชอบมือเบรกด้วยสามารถปรับระดับได้ จึงสะดวกต่อการปรับระยะใกล้ไกลของมือเบรก แต่แอบคิดนะว่า ไหนๆก็ไหนๆน่าจะทำมือคลัทช์มาเป็นแบบปรับระดับด้วยคงจะดีไม่น้อยครับ

ถังน้ำมันเหล็กออกแบบได้ดูโดดเด่น มีเส้นสายและมีเอกลักษณ์ โดยมีความจุอยู่ที่ 15.1 ลิตร ฝาถังแบบฝาพับติดกับถังและมีครอบด้วยพลาสติกให้ได้อารมณ์ของการออกแบบที่สามารถสร้างจุดเด่นให้กับ MAD 300 ได้ รวมไปถึงโลโก้แบบตัวนูน 3D ที่ดูดีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆครับ ตัวถังน้ำมันต้องการน้ำมันเลี้ยงไว้ในถังราว 3 ลิตรเพื่อให้ท่วมพวกปั๊มต่างๆ ดังนั้นน้ำมันจะใช้งานได้จริงที่ราวๆ 11-12 ลิตรครับ โดยเรือนไมล์จะกระพริบเมื่อใช้น้ำมันไปแล้วราวๆ 8 ลิตรครับ เมื่อระดับน้ำมันกระพริบแปลว่าจะสามารถใช้งานได้อีกราวๆ 3 ลิตรครับ

เบาะเป็นเบาะแบบแยก 2 ตอน ซึ่งต้องบอกว่าเบาะคนขี่ทำออกมาได้ใหญ่เข้ากับก้นที่นั่งลงไปมากครับ นั่งได้อย่างสบายไม่ได้รู้สึกเมื่ออะไรเลยกับการขี่เดินทางต่อวันกว่า 500 กิโลเมตร ส่วนเบาะหลังขนาดย่อมๆ หากคนซ้อนตัวใหญ่ๆหน่อยอาจจะอึดอัดไปบ้างนิดหน่อยครับ ตัวเบาะมีความสูง 795 มม. ถือว่ากำลังงดีสำหรับคนไทยเราครับราวๆ 170 แบบผมก็สามารถแตะพื้นได้อย่างสบายครับ

โครงรถของ MAD 300 เป็นแบบเหล็กถักแท้รอบคัน Trellis Frame ซึ่งมั่นใจได้ว่ามีความแข็งแรง ทนแรงบิดสูง ตามสไตล์โครงถักครับ

โช้คหน้าเป็นแบบหัวกลับอัพไซด์ดาวน์ ที่มีระยะยุบค่อนข้างมาก แต่จากการทดสอบขับขี่พบกว่าการเซ็ทโช้คหน้าจะเซ็ทมาแบบค่อนข้างแข็งไปนิด ในโค้งถือว่าเล่นได้สนุกพอตัวแต่หากถนนเป็นหลุมเป็นบ่อก็อาจจะรู้สึกว่าโช้คแข็งไปบ้าง เอาไปลุยๆมาช่วงยุบเหลือค่อนข้างมากทีเดียว

โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ พร้อมกระเดื่องทดแรง สวิงอาร์มเป็นเหล็กปั๊มขึ้นรูปที่สวยงามและแข็งแรง ส่วนตัวจากการขับขี่ร่วม 2,000 กิโลเมตร ค่อนข้างชอบการทำงานของโช้คหลัง เดิมๆจากโรงงานผมว่าก็สามารถใช้งานในเมืองได้ดี ไม่แข็งเกินไป และเมื่อเอาไปเล่นโค้งก็ไม่ออกอาการย้วยให้เห็น และเมื่อยามไปลุยในทางเป็นหลุมเป็นบ่อก็ไม่ออกอาการกระเด้งกระดอน ซึ่งถือว่าโช้คหลังทำได้ถูกใจทีเดียวครับ

ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลัง โดยด้านหน้าเป็นแบบดิสก์คู่ แบบลูกสูบคู่ กับจานเบรกขนาด 300 มม. ส่วนด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรก ลูกสูบเดี่ยว ขนาดจานเบรก 220 มม. ซึ่งจากการใช้งานพบว่าในด้านหน้านั้นใช้งานได้ดีทีเดียวครับ ลองกดกระแทกแรงๆก็ไม่ออกอาการเป๋เบี่ยงออกซ้ายหรือขวา และในโค้งเองก็สามารถกรอเบรกหน้าได้ โดยที่ไม่มีอาการงัดตัวรถขึ้น ในโค้งจึงสามารถใช้เบรกหน้าในโค้งได้ดีทีเดียว (ควรทำให้เคยชิน เพราะการกดเบรกหน้าแรงๆในโค้งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้) ส่วนเบรกหลังก็ถือว่าใช้งานได้ดีครับ

ล้อเป็นล้อแม็กขอบ 17 นิ้ว รัดด้วยยางของ VeeRubber ยางหน้ามีขนาด 110/70 ส่วนยางหลังขนาด 150/60 ซึ่งถือว่าเป็นยางที่ใหญ่ ดูสวยมากๆ ซึ่งจากการใช้งานก็ถือว่าสามารถนำไปเล่นโค้งได้จนเกือบเต็มหน้ายาง ทั้งการเข้าโค้งยาวๆกับความเร็วมากกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็เกาะโค้งไปได้ดีไม่ออกอาการสไลด์แต่อย่างใด หรือแม้แต่การนำไปเล่นโค้งแคบๆ พลิกรถเร็วๆก็ยังถือว่าใช้การได้ ซึ่งก็ถือว่าเล่นเอาจนเกือบหมดหน้ายางมั่นใจได้ในการใช้งานโดยทั่วไปได้เลยครับ (หากไปเห็นบางรีวิวเป็นยาง IRC ก็อย่าเพิ่งตกใจเพราะเป็นรถล็อตแรก หากรถล็อตใหม่จะเป็นยาง VeeRubber ครับ)

มากันที่เป็นจุดที่ผมให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ เครื่องยนต์ ของเจ้า GPX MAD 300 คันนี้ครับ เพราะนี่คือเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยน้ำ พิกัด 300 ซีซี รุ่นแรกของทาง GPX นั่นเอง ที่ผมให้ความสนใจก็เพราะเครื่องยนต์บล็อคนี้จะทำให้มีโอกาสที่จะได้เห็นการพัฒนารถรุ่นใหม่ๆที่จะออกมาเป็นเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยน้ำอีกหลายๆรุ่นตามมาก็เป็นไปได้นั่นเอง โดยที่เครื่องยนต์ของ MAD 300 นั้นเป็นเครื่องยนต์ สูบเดียว 4 จังหวะ แบบ DOHC ปริมาตรกระบอกสูบ 292.4 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด เกียร์แบบ 6 Speed

ท่อเป็นแบบท่อออกข้างทรงสั้น โดยมีหม้อพักขนาดใหญ่อยู่ใต้เครื่อง และยังมีครอบเครื่องด้านล่างมีลักษณะคล้ายอกไก่ ติดตั้งอยู่กับตัวหม้อพักท่อ เพิ่มความหล่อให้กับตัวรถได้มากเลยครับ โดยเสียงท่อต้องบอกเลยว่าออกมาเป็นลูกๆ แน่นๆ หล่อเลยครับผมว่าท่อเดิมๆก็ให้อารมณ์ของเสียงที่ดีมากแล้วครับ

จากการทดสอบต้องบอกว่า หากหลายๆคนที่ยังคงจำภาพเดิมของรถหลายๆรุ่นของทาง GPX ที่ใช้เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศให้ลืมอารมณ์ของรถเหล่านั้นให้หมดไปได้เลย เพราะเครื่องยนต์บล็อคนี้คนละอย่างกันโดยสิ้นเชิงครับ สิ่งแรกที่รู้สึกได้เลยคือการเข้าเกียร์ที่นิ่ม สมูท ไม่กระชาก ไม่ว่าจะเพิ่มเกียร์ หรือ ลดเกียร์ ทำได้ง่าย ไม่ติดขัด แต่ก็ต้องตั้งคลัทช์ให้เหมาะสมด้วยนะครับ

ต้องบอกว่าเครื่องยนต์ของ MAD 300 เป็นเครื่องยนต์ที่ต้องทำความเข้าใจกับมันสักหน่อยแล้วจะขี่ได้สนุก หากขับขี่โดยทั่วๆไปไม่ได้ใช้รอบเครื่องที่สูงมากจะให้ความรู้สึกที่ไม่กระโชกโฮกฮากมากมายนัก เป็นเครื่องยนต์ที่ขับขี่ได้ง่าย แต่ในอีกอารมณ์หนึ่งสำหรับคนที่เข้าใจกับมันแล้วจะรู้ว่าเครื่องยนต์บล็อคนี้พร้อมจะปลอดปล่อยพลังออกมาในย่านรอบเครื่องในช่วง 6,000 – 7,000 พันรอบขึ้นไป นั่นแหล่ะคือตัวตนจริงๆของเครื่องยนต์บล็อคนี้ครับ

อัตราทดเกียร์ในช่วงเกียร์ 1-5 เป็นช่วงเกียร์ที่ขี่ได้สนุกที่สุดครับ ให้กำลังในการบิดรวมไปถึงการกระแทกคันเร่งเพื่อเร่งแซงได้ดังใจ ส่วนในเกียร์ 5-6 จะค่อยๆไหลครับ ซึ่งในการทำ Top Speed นั้นต้องอาศัยการลากเกียร์ 5 ให้ไปแตะในช่วงเกือบๆ 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเมื่อตบเกียร์ 6 จะไหลไปได้ราวๆ 153-154 กิโลเมตร/ชั่วโมงครับ ตัวเรือนไมล์จะผิดเพี้ยนไปราวๆ 5% ครับโดยความเร็วจาก GPS ก็ทำได้เกือบ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมงครับ ซึ่งจากการขับขี่ทั้งการขับขี่ขึ้นลงเขา เอาไปเล่นโค้ง และการเดินทาไกลร่วม 2,000 กิโลเมตร ต้องบอกเลยว่า MAD 300 ขับขี่ได้สนุกในการขับขี่เล่นโค้ง เปิดคันเร่งออกโค้งได้สนุกดังใจครับ แต่เมื่อยาวขี่ยาวๆอาจจะรู้สึกว่าเกียร์ 5 – 6 จะเน้นไหลมากไปหน่อยก็เท่านั้น กับน้ำหนักตัวรวมของที่ราว 80 กิโลกรัมครับ ส่วนตัวของผมนะครับหากเพิ่มสเตอร์หลังอีกสัก 2 ฟันน่าจะทำให้ลงตัวมากขึ้นครับ

จากการขับขี่ในระยะทางไกลร่วม 2,000 กิโลเมตร ส่วนมากจะแช่ที่ความเร็วในช่วง 120 – 130+ กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับเครื่องยนต์มีมาให้เห็น แรงไม่ตก ไม่หย่อน หม้อน้ำปกติดี เวลาได้ยินเสียงพัดลมทำงานก็อย่าตกใจไปครับด้วยพัดลมขนาดใหญ่และทำงานเป่าค่อนข้างแรงบางคนอาจจะตกใจได้ แต่ทำงานไม่นานก็ดับครับ

ซึ่งจากการขับขี่ในย่านความเร็วนี้ตลอดกับระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ราว 27.5 กิโลเมตร/ลิตรครับ

จากการวิ่งทางไกลแบบนี้ก็มีเจอปัญหาเล็กๆน้อยๆอยู่บ้างก็คือ น็อตยึดอกไก่ครอบเครื่องล้านล่าง หลุดครับ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากจุดยึดอยู่ติดกับท่อและจากการทดสอบใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงแทบจะตลอดเวลาจึงมีโอกาสคลายตัวได้สูง ซึ่งหากใครที่มี MAD 300 อยู่แล้วถอดน๊อตออกมาแล้วใส่น้ำยากันคลายน่าจะช่วยได้ครับ

โดยรวมนะครับสำหรับ GPX MAD 300 ผมว่ามันเป็นรถ Sport Naked Custom ที่ออกแบบมาได้สะดุดตา แปลกใหม่ กำลังมีให้ใช้เหลือเฟือในการใช้งานในเมือง หรือการนำออกไปท่องเที่ยวในย่านความเร็วการเดินทางยืนพื้นในช่วง 120-130 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นรถที่ขับขี่ได้สนุกรุ่นหนึ่งทีเดียวครับ ซึ่งทาง GPX ได้ทำราคาออกมาจำหน่ายที่ 93,500 บาท ทำออกมา 4 สี ได้แก่ สีเทา , แดง , เหลือง และ ดำ หากใครที่สนก็สามารถเข้าไปดูตัวจริงและจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ตัวแทนจำหน่าย GPX ทั่วประเทศครับ

Comments

comments